อิทธิพลของขนาดรูพรุนและระดับความเข้มข้นโอโซนต่อประสิทธิภาพการสร้างอนุมูลอิสระของออกซิเจน (ROS) ในกระบวนการออกซิเดชันขั้นสูง
Main Article Content
บทคัดย่อ
ในการศึกษานี้ต้องการศึกษาผลกระทบของขนาดรูพรุนและระดับความเข้มข้นโอโซนที่มีต่อประสิทธิภาพ ในการสร้างอนุมูลอิสระของออกซิเจน (Reactive Oxygen Species: ROS) จากกระบวนการออกซิเดชันขั้นสูง (Advanced Oxidation Processes: AOPs) โดยอาศัยการออกซิเดชันด้วยโอโซนสำหรับก๊าซโอโซนที่ใช้ในกระบวนการออกซิเดชันด้วยโอโซน (Ozone-Based Advanced Oxidation Processes: Ozone-Based AOPs) ถูกผลิตโดยเครื่องปฏิกรณ์ชนิดไดอิเล็กทริคแบริเออร์ดิสชาร์จ (Dielectric Barrier Discharge: DBD) โดยใช้ก๊าซออกซิเจนและอากาศเป็นก๊าซปฏิกิริยาภายใต้อัตราการไหล 11 ลิตรต่อนาที โดยใช้เวลา 15 นาทีในการผลิตก๊าซโอโซน ด้วยการใช้สนามไฟฟ้าแรงสูงเพื่อทำให้โมเลกุลออกซิเจนแตกตัวเป็นไอออน (Ionization) และความเข้มข้นของก๊าซโอโซนที่ผลิตได้จะถูกวิเคราะห์ด้วยวิธีไทเทรตไอโอโดเมตริก ผลการทดลองพบว่าเมื่อใช้ก๊าซออกซิเจนเป็นก๊าซปฏิกิริยาจะมีความเข้มข้นของก๊าซโอโซนสูงสุดที่ 15.77 มิลลิกรัมต่อลิตร ขณะที่เมื่อใช้อากาศเป็นก๊าซปฏิกิริยาจะมีความเข้มข้นของก๊าซโอโซนเพียง 4.70 มิลลิกรัมต่อลิตร ซึ่งแตกต่างกันถึงร้อยละ 235.5 นอกจากนั้นเมื่อก๊าซโอโซนถูกกระจายลงในน้ำผ่านอุปกรณ์สร้างฟองที่มีรูพรุน (Porous Diffuser) เพื่อสร้างฟองก๊าซขนาดเล็ก (Fine Bubbles) จะทำให้เกิดอนุมูลอิสระของออกซิเจนภายใต้กระบวนการโอโซเนชัน (Ozonation Process) และปฏิกิริยาโอโซโนไลซิส (Ozonolysis) ที่อาจเกิดขึ้นกับสารอินทรีย์ที่อยู่ในน้ำนอกจากนั้นเมื่อพิจารณาค่าการนำไฟฟ้า (Electrical Conductivity: EC) และปริมาณของแข็งละลายน้ำ (Total Dissolved Solids: TDS) หลังจากกระจายก๊าซโอโซนลงในน้ำด้วยอุปกรณ์สร้างฟองพบว่าในกรณีก๊าซโอโซนที่มีความเข้มข้นสูง (ความเข้มข้น 15.77 มิลลิกรัมต่อลิตร) ซึ่งได้จากการที่ใช้ก๊าซออกซิเจนเป็นก๊าซปฏิกิริยาพบว่าได้ผลลัพธ์ที่ใกล้เคียงกัน โดยค่าการนำไฟฟ้าและปริมาณของแข็งละลายน้ำมีแนวโน้มลดลงไปในทิศทางเดียวกัน ค่าการนำไฟฟ้าลดลงจาก 271 เป็น 248 ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตรและค่าปริมาณของแข็งละลายน้ำลดลงจาก 173 เป็น 135 มิลลิกรัมต่อลิตรสำหรับอุปกรณ์สร้างฟองที่มีรูพรุนระดับนาโน ส่วนอุปกรณ์สร้างฟองที่มีรูพรุนระดับไมโครมีการเปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกันโดยมีค่าการนำไฟฟ้าลดลงจาก 273 เป็น 254 ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตร และค่าปริมาณของแข็งละลายน้ำลดลงจาก 172 เป็น 138 มิลลิกรัมต่อลิตร ส่วนในกรณีก๊าซโอโซนที่มีความเข้มข้นต่ำ (4.70 มิลลิกรัมต่อลิตร) ซึ่งเกิดจากการที่ใช้อากาศเป็นก๊าซปฏิกิริยา พบว่าได้ผลลัพธ์ที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนโดยอุปกรณ์สร้างฟองที่มีรูพรุนระดับนาโนยังคงมีค่าการนำไฟฟ้าและค่าปริมาณของแข็งละลายน้ำลดลงและอยู่ในระดับที่ใกล้เคียงกับกรณีที่ใช้ก๊าซออกซิเจนเป็นก๊าซปฏิกิริยา ส่วนอุปกรณ์สร้างฟองที่มีรูพรุนระดับไมโครกลับมีค่าการนำไฟฟ้าเพิ่มขึ้นจาก 273 เป็น 306 ไมโครซีเมนส์ต่อเซนติเมตรและค่าปริมาณของแข็งละลายน้ำมีค่าลดลงเล็กน้อยจาก 172 เป็น 160 มิลลิกรัมต่อลิตร จากผลการทดลองที่แสดงให้เห็นว่าระดับความเข้มข้นของก๊าซโอโซนและขนาดรูพรุนของอุปกรณ์สร้างฟองส่งผลอย่างชัดเจนต่อประสิทธิภาพการสร้างอนุมูลอิสระของออกซิเจนโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อก๊าซโอโซนที่มีความเข้มข้นต่ำ (4.70 มิลลิกรัมต่อลิตร) ซึ่งเกิดจากการที่ใช้อากาศเป็นก๊าซปฏิกิริยาพบว่าอุปกรณ์สร้างฟองที่มีรูพรุนระดับนาโนจะสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการสร้างอนุมูลอิสระของออกซิเจนได้รวดเร็วกว่าและมีประสิทธิภาพสูงกว่าอุปกรณ์สร้างฟองที่มีรูพรุนระดับไมโคร
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ใน Journal of Advanced Development in Engineering and Science ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือร่วมรับผิดชอบใดๆ
บทความ ข้อมูล เนื้อหา ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในJournal of Advanced Development in Engineering and Science ถือเป็นลิขสิทธิ์ของ Journal of Advanced Development in Engineering and Science หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใดๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจาก Journal of Advanced Development in Engineering and Scienceก่อนเท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
Nawrocki, J., et al. (2003). Catalytic Ozonation and Methods of Enhancing Molecular Ozone Reactions in Water Treatment. Applied Catalysis B: Environmental, 46, 639–669.
Gunten, U. V. (2003). Ozonation of Drinking Water: Part I. Oxidation Kinetics and Product Formation. Water Research, 37, 1443–1467.
Wangchai, K. (2020). Reducing Contamination of Agricultural Products With Ozone. Chiang Mai University. (in Thai)
Tanthulwet, M. (1996). Water Supply Engineering (Vol. 2). Chulalongkorn University. (in Thai)
Egorova, G. V., et al. (2015). Ozone Solubility in Water. Moscow University Chemistry Bulletin, 70(5), 207–210.
Wang, L. K., et al. (2004). Physicochemical Treatment Processes (Vol. 3). Humana Press.
Hoigne, J., & Bader, H. (1983). Rate Constants of Reactions of Ozone With Organic and Inorganic Compounds in Water. Water Research, 17(2), 173–183.
Takahashi, M., et al. (2007). Free-Radical Generation From Collapsing Microbubbles in the Absence of a Dynamic Stimulus. Journal of Physical Chemistry, 111, 1343–1347.
Sumikura, M., et al. (2007). Ozone Micro-Bubble Disinfection Method for Wastewater Reuse System. Water Science & Technology, 56(5), 53–61.
Tamaki, M., et al. (2011). Removal of Residual Pesticides in Vegetables Using Ozone Microbubbles. Journal of Hazardous Materials, 186, 956–959.
Chamchoi, N., et al. (2022). The Comparison of Ozone Production With Oxygen Concentration and Feed Gas Flow Rate at Atmospheric Pressure. Materials Today: Proceedings, 65(7), 2336–2339.
Choeysuppaket, A., et al. (2023). The Comparison of Oxidation Efficiency of Reactive Oxygen Species (ROS): Pilot Scale of Microbubble Technologies With Oxygen Concentration. Suranaree Journal of Science and Technology, 30(6), 030163.
Nur, M., et al. (2022). Degradation of Ciprofloxacin in Aqueous Solution Using Ozone Microbubbles: Spectroscopic, Kinetics, and Antibacterial Analysis. Heliyon, 8(8), e10137.
Andreozzi, R., et al. (1999). Advanced Oxidation Processes (AOP) for Water Purification and Recovery. Catalysis Today, 53(1), 51–59.
Zhang, J., et al. (2018). Synergistic Effect of Microbubbles and Activated Carbon on the Ozonation Treatment of Synthetic Dyeing Wastewater. Separation and Purification Technology, 201, 10–18.
Hu, L., & Xia, Z. (2018). Application of Ozone Micro-Nano-Bubbles to Groundwater Remediation. Journal of Hazardous Materials, 342, 446–453.