การเปรียบเทียบความเสี่ยงทางการยศาสตร์และความเหนื่อยล้า ในการปรับปรุงการทำงานของพนักงานโรงงานผลิตยางแผ่นรมควัน

ผู้แต่ง

  • วีรชัย มัฎฐารักษ์ สาขาวิชาเทคโนโลยีการจัดการอุตสาหกรรม คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
  • ศรีวรรณ ขำตรี สาขาวิชาเทคโนโลยีอุตสาหการ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏสงขลา
  • จันทโรทัย พรหมจันทร์ พนักงานบริษัท ที.ซี.กรุ๊ป จำกัด

คำสำคัญ:

ความเสี่ยงทางการยศาสตร์, ความเหนื่อยล้า, การปรับปรุงการทำงาน , โรงงานผลิตยางแผ่นรมควัน

บทคัดย่อ

การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบระดับความเสี่ยงทางการยศาสตร์และความเหนื่อยล้าก่อนและหลังการปรับปรุงการทำงานของพนักงานโรงงานผลิตยางแผ่นรมควัน กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานจำนวน 3 คน ประเมินความเสี่ยงทางการยศาสตร์ด้วยวิธี Rapid Upper Limb Assessment (RULA) และ Rapid Entire Body Assessment (REBA) และประเมินความเหนื่อยล้าด้วยแบบสอบถามความเหนื่อยล้าจากการทำงาน ผลการศึกษาพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนน RULA ลดลงจาก 10.00 เป็น 7.00 และค่าเฉลี่ยคะแนน REBA ลดลงจาก 13.00 เป็น 6.67 แสดงให้เห็นว่าระดับความเสี่ยงทางการยศาสตร์ลดลง หลังการปรับปรุงการทำงาน ค่าเฉลี่ยระดับความเหนื่อยล้าลดลงจาก 6.32 เป็น 4.80 การทดสอบทางสถิติด้วย t-test แบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์กัน พบว่าคะแนน RULA และ REBA ก่อนและหลังการปรับปรุงมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เช่นเดียวกับคะแนนด้านลักษณะของความอ่อนล้า ความรู้สึกมีพลัง และค่าเฉลี่ยด้านความรู้สึก ผลการศึกษานี้ชี้ให้เห็นว่าการปรับปรุงการทำงานตามหลักการยศาสตร์สามารถช่วยลดทั้งความเสี่ยงทางการยศาสตร์และความเหนื่อยล้าของพนักงานได้ สำหรับการศึกษาในอนาคตควรมีการเก็บข้อมูลการบาดเจ็บเฉพาะส่วนของร่างกาย การเกิดอุบัติเหตุ และการขาดงานพร้อมสาเหตุ เพื่อนำมาประกอบการวิเคราะห์และประยุกต์ใช้ผลการศึกษาในการปรับปรุงการทำงานให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

เอกสารอ้างอิง

[1] กลุ่มงานกำหนดอัตราเงินสมทบกองทุนเงินทดแทน, “สถานการณ์การประสบอันตรายหรือเจ็บป่วยเนื่องจากการทำงาน ปี 2561–2565,” สำนักงานกองทุนเงินทดแทน สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน, 2566.

[2] การยางแห่งประเทศไทย ฝ่ายวิจัยและพัฒนาเศรษฐกิจยาง, “สถานการณ์ยางพารา ปี พ.ศ. 2563 และแนวโน้มปี พ.ศ. 2564,” [ออนไลน์]. Available: https://www.raot.co.th/ewt_dl_link.php?nid=6750. [เข้าถึงเมื่อ: 10 ตุลาคม 2564].

[3] สกล ธีระวรัญญู, “การยศาสตร์ด้วยการออกแบบ,” ใน เอกสารการอบรมสมาคมการยศาสตร์ไทย, สมาคมการยศาสตร์ไทย, 2564, หน้า 23–24.

[4] T. R. Cunningham, R. J. Guerin, J. Ferguson, and J. Cavallari, “Work-related fatigue: A hazard for workers experiencing disproportionate occupational risks,” American Journal of Industrial Medicine, vol. 65, no. 11, pp. 913–925, 2022.

[5] Z. Zeng, S. Zhou, and M. Liu, “Research progress on assessment tools related to occupational fatigue in nurses: A traditional review,” Frontiers in Public Health, vol. 12, p. 1508071, 2024.

[6] สุดารัตน์ บุญหล้า และ สุนิสา ชายเกลี้ยง, “ความเสี่ยงทางการยศาสตร์และความผิดปกติทางระบบกระดูกโครงร่างและกล้ามเนื้อของพนักงานอุตสาหกรรมสิ่งทอในกิจการส่งออกขนาดย่อม,” วารสารการยศาสตร์ไทย, ปีที่ 4, ฉบับที่ 1, หน้า 10–19, 2564.

[7] จิตรลดา กิตติจารุวัฒนา และคณะ, “การทบทวนงานวิจัยอย่างมีระบบ: แนวโน้มการใช้เครื่องมือประเมินความเสี่ยงทางการยศาสตร์,” วารสารวิทยาศาสตร์สุขภาพแห่งประเทศไทย, ปีที่ 5, ฉบับที่ 4, หน้า 49–58, 2565.

[8] S. Chaiklieng, “Occupational health risk assessment of musculoskeletal disorders on exposure to working ergonomic factors in para rubber plant farmers,” KKU Journal for Public Health Research, vol. 14, no. 2, pp. 32–44, 2021.

[9] รัชนี จูมจี และคณะ, “การจัดการความเสี่ยงด้านการยศาสตร์ของกลุ่มแรงงานผู้สูงอายุที่ทำงานจักสานไม้ไผ่ กรณีศึกษา ชุมชนทุ่งขุนน้อย จังหวัดอุบลราชธานี,” วารสารการยศาสตร์ไทย, ปีที่ 4, ฉบับที่ 1, หน้า 37–46, 2564.

[10] ขนิษฐา มีวาสนา และคณะ, “การประเมินความเสี่ยงทางการยศาสตร์และปรับปรุงสถานีงานสำหรับกลุ่มแรงงานทำไม้กวาดดอกหญ้า ตำบลบิง อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา,” วารสารการยศาสตร์ไทย, ปีที่ 3, ฉบับที่ 2, หน้า 23–31, 2563.

[11] วีรชัย มัฎฐารักษ์, รังสิมา หอมเศรษฐี, และ องุ่น สังขพงศ์, “การปรับปรุงงานตามหลักการยศาสตร์เพื่อลดความเหนื่อยล้าในการทำงานของพนักงานโรงงานผลิตยางแผ่นรมควัน,” วารสารเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ, ปีที่ 20, ฉบับที่ 2, หน้า 165–183, 2567.

[12] A. Varghese and V. V. Panicker, “Effect of MSDs and scope of ergonomic interventions among rubber processing workers: A systematic review,” La Medicina del Lavoro, vol. 113, no. 4, e2022032, 2022.

[13] พชร ศศะนาวิน และ พรชัย สิทธิศรัณย์กุล, “ความเหนื่อยล้าเนื่องจากการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องของพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลระดับตติยภูมิชั้นสูงแห่งหนึ่งในประเทศไทย,” วารสารสมาคมเวชศาสตร์ป้องกันแห่งประเทศไทย, ปีที่ 15, ฉบับที่ 2, หน้า 236–243, 2568.

[14] ศิวัช ธำรงวิศว, จารุรินทร์ ปิตานุพงศ์, และ วิศรุต ศรีสินทร, “ความเหนื่อยล้าจากการทำงานและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในพยาบาลวิชาชีพโรงพยาบาลสงขลานครินทร์,” วารสารเวชสารแพทย์ทหารบก, ปีที่ 82, ฉบับที่ 3, หน้า 171–185, 2562.

[15] I. Paskarini, E. Dwiyanti, M. Mahmudah, W. Widarjanto, S. A. Nugroho, and D. A. Syaiful, “The interplay of ergonomic risk factor and lifestyle factors on potters’ well-being and work fatigue in Magelang’s tourism village,” BMC Public Health, vol. 25, no. 1, p. 1550, 2025.

[16] L. McAtamney and E. N. Corlett, “RULA: A survey method for the investigation of work-related upper limb disorders,” Applied Ergonomics, vol. 24, no. 2, pp. 91–99, 1993.

[17] S. Hignett and L. McAtamney, “Rapid Entire Body Assessment (REBA),” Applied Ergonomics, vol. 31, no. 1, pp. 201–205, 2000.

[18] B. F. Piper, S. M. Dibble, M. J. Dodd, M. Weiss, S. Slaughter, and D. L. Paul, “The revised Piper Fatigue Scale: Psychometric evaluation in women with breast cancer,” Oncology Nursing Forum, vol. 25, no. 4, pp. 677–684, 1998.

[19] B. F. Piper, “Fatigue,” in Pathophysiological Phenomena in Nursing: Human Responses to Illness, V. Carrieri-Kohlman, A. M. Lindsey, and C. M. West, eds., 2nd ed., Philadelphia: W.B. Saunders, 1993, pp. 279–302.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

27-02-2026

รูปแบบการอ้างอิง

[1]
มัฎฐารักษ์ ว. ., ขำตรี ศ. ., และ พรหมจันทร์ จ. ., “การเปรียบเทียบความเสี่ยงทางการยศาสตร์และความเหนื่อยล้า ในการปรับปรุงการทำงานของพนักงานโรงงานผลิตยางแผ่นรมควัน”, JEIT, ปี 4, ฉบับที่ 1, น. 45–61, ก.พ. 2026.