การประเมินเชิงปฐพีวิศวกรรมและสถิติของดินทรายปนตะกอนบดอัด สำหรับชั้นรองพื้นทางถนนชนบท
Main Article Content
บทคัดย่อ
การบดอัดดินเป็นกระบวนการสำคัญในงานก่อสร้างถนน เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อความมั่นคง ความสามารถในการรับน้ำหนัก และอายุการใช้งานของโครงสร้างทาง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเหมาะสมของดินทรายปนตะกอนบดอัดสำหรับใช้เป็นชั้นรองพื้นทางถนนชนบท โดยบูรณาการการวิเคราะห์เชิงปฐพีวิศวกรรมและการวิเคราะห์เชิงสถิติ ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาได้จากการทดสอบคุณสมบัติดินและการทดสอบความหนาแน่นแห้งในสนามด้วยวิธีกรวยทรายจากพื้นที่กรณีศึกษาในจังหวัดปทุมธานี จำนวน 20 ชุดข้อมูล ผลการจำแนกดินพบว่า ดินในพื้นที่เป็นดินทรายปนตะกอน (Silty Sand: SM) ตามระบบ USCS มีค่าขีดจำกัดเหลวเท่ากับ 49.16 ค่าขีดจำกัดพลาสติกเท่ากับ 45.27 ค่าดัชนีพลาสติกเท่ากับ 3.89 และค่าความถ่วงจำเพาะของเม็ดดินอยู่ในช่วง 2.65–2.75 ซึ่งสะท้อนว่าดินมีความเป็นพลาสติกต่ำและมีศักยภาพในการนำไปใช้เป็นวัสดุรองพื้นทางเมื่อมีการควบคุมความชื้นและการบดอัดอย่างเหมาะสม ผลการวิเคราะห์ความหนาแน่นแห้งในสนามพบว่า ค่าเปอร์เซ็นต์การบดอัดสัมพัทธ์มีค่าเฉลี่ย 93.46% และมีค่าสัมประสิทธิ์ความแปรปรวน 6.61% แสดงถึงคุณภาพการบดอัดโดยรวมที่อยู่ในระดับค่อนข้างดี แต่ยังคงมีความแปรปรวนบางส่วนในกระบวนการก่อสร้าง นอกจากนี้ การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดสอบ A และ B ด้วยวิธี Welch’s t-test พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกลุ่ม A ให้ค่าการบดอัดสูงกว่ากลุ่ม B และช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ของผลต่างค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 8.41 ถึง 13.56 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ดินทรายปนตะกอนในพื้นที่ศึกษามีศักยภาพในการประยุกต์ใช้เป็นวัสดุชั้นรองพื้นทางถนนชนบทได้ในเชิงเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ควรมีการควบคุมความชื้น การบดอัด และกระบวนการทดสอบภาคสนามอย่างเข้มงวด เพื่อเพิ่มความสม่ำเสมอและความน่าเชื่อถือของคุณภาพงานก่อสร้างถนนในระยะยาว
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
Spagnoli G, Shimobe S. An overview on the compaction characteristics of soils by laboratory tests. Engineering Geology. 2020;278:105830. doi:10.1016/j.enggeo.2020.105830.
Park SS. Evaluation of the sand-cone method for determination of the in-situ density of soil. Géotechnique. 2010;60(9):701-707. doi:10.1680/geot.9.T.004.
Park SS, Ogunjinmi PD, Lee HI, Woo SW, Lee DE. Effect of wetting conditions on the in situ density of soil using the sand-cone method. Applied Sciences. 2021;11(2):718. doi:10.3390/app11020718.
Santucci de Magistris F, Silvestri F, Vinale F. The influence of compaction on the mechanical behaviour of a silty sand. Soils and Foundations. 1998;38(4):41-56. doi:10.3208/sandf.38.4_41.
Bąk A, Chmielewski R. The influence of fine fractions content in non-cohesive soils on their compactibility and the CBR value. Journal of Civil Engineering and Management. 2019;25(4):353-361. doi:10.3846/jcem.2019.9687.
Alramahi B, Fratta D, Alshibli KA. Parameter estimation for evaluation of in situ density and moisture content by using elastic and electromagnetic wave propagation. Transportation Research Record. 2008;2045(1):19-28. doi:10.3141/2045-03.
Wang X, Dong X, Zhang Z, Zhang J, Ma G, Yang X. Compaction quality evaluation of subgrade based on soil characteristics assessment using machine learning. Transportation Geotechnics. 2022;32:100703. doi:10.1016/j.trgeo.2021.100703.
Xu C, Li T, Li X, Yang G. Compaction uniformity evaluation of subgrade in highway based on principal components analysis and back propagation neural networks. Sustainability. 2023;15(2):1067. doi:10.3390/su15021067.