https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/itec-journal/issue/feed วารสารเทคโนโลยีอุตสาหกรรม วไลยอลงกรณ์ 2025-12-28T20:12:59+07:00 กองบรรณาธิการ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯ itec-journal@vru.ac.th Open Journal Systems <h2>เกี่ยวกับวารสาร</h2> <p>วารสารเทคโนโลยีอุตสาหกรรม วไลยอลงกรณ์ (Industrial Technology Valaya Alongkorn Journal ) กำหนดพิมพ์เผยแพร่ปีการศึกษาละ 2 ฉบับ (มกราคม-มิถุนายน และ กรกฎาคม-ธันวาคม) คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุนให้คณาจารย์ ข้าราชการ นักวิชาการศึกษาและนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ได้มีโอกาสเสนอผลงานวิชาการ เพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ด้านการออกแบบอุตสาหกรรมและสาขาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งวารสารมีการตรวจสอบคุณภาพของบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ (Peer Review) ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องจากภายในและ/หรือภายนอกมหาวิทยาลัย จำนวน 3 ท่านต่อหนึ่งบทความ บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ต้องผ่านการอนุมัติจากผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ใน 3 ท่าน เพื่อประเมินคุณภาพและความเหมาะสมของบทความว่าสมควรเผยแพร่ตีพิมพ์หรือไม่ ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์ และผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ (Double-Blinded Peer Review)</p> https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/itec-journal/article/view/4245 ปัญหาการวางตำแหน่งตู้กดน้ำอัตโนมัติโดยใช้โมเดล p-hub: กรณีศึกษาในมหาวิทยาลัย 2025-08-21T14:34:45+07:00 อานันท์ บุตรรัตน์ anan.but@vru.ac.th ประภาวรรณ แพงศรี prapawan@vru.ac.th ภัทราภรณ์ เหนือศรี pattaraporn.nuea@vru.ac.th ริศภพ ตรีสุวรรณ rissaphop.tree@vru.ac.th <p>การศึกษานี้ประยุกต์ใช้ โมเดล p-hub เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการวางตำแหน่งตู้กดน้ำอัตโนมัติในสภาพแวดล้อมของมหาวิทยาลัย โมเดลนี้ซึ่งโดยปกติใช้ในเครือข่ายการขนส่งจะช่วยระบุจุดศูนย์กลาง (central nodes) สำหรับการติดตั้งตู้กดน้ำ โดยมีเป้าหมายเพื่อลดระยะทางรวมที่ผู้ใช้ต้องเดิน การศึกษานี้เสนอกรอบแนวทางสำหรับผู้บริหารมหาวิทยาลัยในการตัดสินใจเกี่ยวกับสิ่งอำนวยความสะดวกภายในวิทยาเขต ผลลัพธ์แสดงให้เห็นถึงประสิทธิภาพของโมเดลในการแก้ปัญหาการวางตำแหน่งตู้กดน้ำ ตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดถูกระบุเป็น P1, P4 และ P8 ซึ่งให้ระยะทางรวม 1,110 เมตร การศึกษานี้เสนอแนวทางสำหรับงานวิจัยในอนาคตให้พิจารณาปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงตามเวลา เช่น รูปแบบการสัญจรของผู้คนที่เปลี่ยนไป และ อัตราการใช้งานตู้กดน้ำ การศึกษานี้เน้นศักยภาพของโมเดล p-hub ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตในวิทยาเขตและสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีอุตสาหกรรม วไลยอลงกรณ์ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/itec-journal/article/view/4448 การศึกษาความแข็งแรงของรอยต่อระหว่างวัสดุ โลหะ–ยาง ภายใต้อิทธิพลของลักษณะพื้นผิววัสดุโดยใช้แบบจำลองรอยต่อรูปคลื่นไซน์ 2025-11-07T15:51:12+07:00 หยก หนูสม yok.nu@vru.ac.th เยี่ยมพล นัครามนตรี yeampon.nak@kmutt.ac.th จุฑาณี พรมจันทร์ juthanee.phro@kmutt.ac.th วิทูร อุทัยแสงสุข vitoon.uth@kmutt.ac.th <p>งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาความแข็งแรงรอยต่อระหว่างโลหะและยางภายใต้อิทธิพลของลักษณะพื้นผิวด้วยวิธีทางไฟไนต์เอลิเมนต์ (finite element method) โดยใช้แบบจำลอง RVE (representative volume element) ของรอยต่อแบบสองมิติร่วมกับแบบจำลอง CZM (cohesive zone model) ซึ่งใช้กฎ TSL (traction-separation law) เพื่อจำลองความเสียหายที่เกิดขึ้นบริเวณรอยต่อระหว่างวัสดุ การศึกษาจะใช้การเทียบเคียงความขรุขระหรือความหยาบผิวของโลหะด้วยรูปคลื่นไซน์ (sine wave) โดยเปรียบเทียบผลของรูปคลื่นภายใต้การเปลี่ยนแปลงของความสูงและความยาวคลื่นซึ่งเปรียบเสมือนรูปทรงและค่าความหยาบผิวที่เปลี่ยนแปลงไป รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของมอดูลัสของสภาพยืดหยุ่นของวัสดุยางที่ส่งผลต่อความแข็งแรงรอยต่ออีกด้วย จากการศึกษาพบว่าการเปลี่ยนแปลงของความหยาบผิวโลหะจะส่งผลกระทบต่อการยึดติดระหว่างวัสดุอย่างมีนัยสำคัญเมื่อมอดูลัสของสภาพยืดหยุ่นของยางสูงกว่า 50 MPa เมื่อเปรียบเทียบความหยาบผิวด้วยความสูงและความยาวคลื่น ความแข็งแรงรอยต่อจะเพิ่มขึ้นประมาณ 152 % เมื่อความสูงคลื่นเพิ่มจาก 0.002 เป็น 0.02 mm. และเพิ่มขึ้นประมาณ 325% เมื่อความยาวคลื่นถูกลดจาก 0.1 mm. เป็น 0.01 mm. ที่มอดูลัสของสภาพยืดหยุ่นของยางเท่ากับ 1000 MPa</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีอุตสาหกรรม วไลยอลงกรณ์ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/itec-journal/article/view/4458 การปรับปรุงประสิทธิภาพจุดสั่งซื้อซ้ำของเสื้อฟุตบอลภายใต้แบบจำลองอุปสงค์ช่วงปกติและช่วงฤดูกาลด้วยการจำลองสถานการณ์แบบเหตุการณ์ไม่ต่อเนื่อง 2025-11-12T16:35:19+07:00 ธนิตศักดิ์ พุฒิพัฒน์โฆษิต thanitsak.yong@gmail.com รวมพร ทองรัศมี โอเนส roumporn@sbu.southeast.ac.th อัสรียาภร สง่าอารีย์กุล atsareeyaporn.s@bu.ac.th <p>การจัดการสินค้าคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพมีความสำคัญสำหรับธุรกิจที่เผชิญความต้องการผันผวน โดยเฉพาะในช่วงฤดูกาลที่มีความต้องการสูง การศึกษานี้มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพจุดสั่งซื้อซ้ำ (ROP) สำหรับร้านเสื้อฟุตบอลในปทุมธานี <br />ซึ่งมีความต้องการสูงในเดือนแข่งขัน ร้านค้าปกติสั่งซื้อ 300 ตัวต่อเดือน แต่การเพิ่ม ROP ฤดูกาลเป็น 600 หน่วยยังไม่เพียงพอ <br />ทำให้เกิดสินค้าขาดสต็อก สูญเสียยอดขาย และลูกค้าไม่พอใจ เพื่อแก้ไขปัญหา ใช้การจำลองด้วย FlexSim วิเคราะห์กลยุทธ์ ROP <br />ต่าง ๆ ทั้งหมด 14 สถานการณ์ สถานการณ์ฐาน (C) ที่ ROP ปกติ 300 และ ROP ฤดูกาล 600 ให้ Releasing 79.39% และ Empty 20.61% การเพิ่ม ROP ฤดูกาลจาก 650–1000 หน่วยช่วยปรับปรุงความพร้อมของสินค้าคงคลังอย่างชัดเจน <br />โดยสถานการณ์ที่ 8 (ROP 300/1000) ได้ Releasing 93.04% แต่ยังมี Last Stock 32 หน่วย การเพิ่ม ROP ปกติเพิ่มเติมพบว่าสถานการณ์ที่ 13 (ROP 550/1000) ได้ Releasing 100% และ Empty 0% แต่มีสินค้าคงเหลือ 72 หน่วย แนวทางที่ปรับแต่งในสถานการณ์ที่ 14 (ROP 550/950) ให้ Releasing 99.87% มี Empty เพียง 0.13% และไม่มี Last Stock ทำให้เป็นกลยุทธ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด ผลการศึกษาชี้ว่าการปรับค่า ROP ตามความผันผวนของความต้องการสามารถลดสินค้าขาดสต็อก ป้องกันการเก็บสินค้าส่วนเกิน และยกระดับความพึงพอใจของลูกค้า</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีอุตสาหกรรม วไลยอลงกรณ์ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/itec-journal/article/view/4461 การพัฒนาชุดฝึกพีแอลซีควบคุมเซอร์โวมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับร่วมกับระบบวิชั่น 2025-11-13T16:21:39+07:00 ยันต์ศรี สมสีทำ itec-journal@vru.ac.th ทรงศักดิ์ นิลทิถิน itec-journal@vru.ac.th ชัยพล จันทร์ประดิษฐ์ itec-journal@vru.ac.th ศิริวรรณ พลเศษ siriwan@vru.ac.th กิตติศักดิ์ วาดสันทัด kittisak.wad@vru.ac.th ชุมพล ปทุมมาเกษร chumpon@vru.ac.th ปรัชญ์ ใจกว้าง prach@vru.ac.th ธีรนนท์ ไชยคุณ theeranon@vru.ac.th ชัยชโย ซื่อตรง chaichayo.sue@vru.ac.th <p>บทความนี้นำเสนอการพัฒนาชุดฝึกพีแอลซีควบคุมเซอร์โวมอเตอร์ไฟฟ้ากระแสสลับร่วมกับระบบวิชั่น เพื่อยกระดับทักษะการบูรณาการควบคุมการเคลื่อนที่กับการรับรู้ภาพในบริบทอุตสาหกรรมยุค 4.0 โดยตั้งเป้าหมายการสร้างเครื่องมือการเรียนรู้ที่ผู้ใช้สามารถเขียนโปรแกรมพีแอลซีควบคุมเซอร์โวและเรียกใช้วิชั่นเพื่อตัดสินใจคัดแยกชิ้นงานได้จริง วิธีดำเนินการประกอบด้วย (1) ออกแบบสถาปัตยกรรมและลำดับขั้นทำงาน (step diagram) พร้อมผังสายไฟและ I/O mapping (2) พัฒนาโปรแกรมควบคุมด้วย GX Works2 (ladder diagram) เชื่อมกับโปรแกรมภาษา Python บน Raspberry Pi สำหรับการประมวลผลภาพจากเว็บแคม และส่งผลจำแนกรูปทรงวงกลมและสี่เหลี่ยมเพื่อสั่งการเซอร์โวและชุดนิวแมติกส์ไปยังตำแหน่งเป้าหมาย (3) ทดสอบการทำงานทริกเกอร์กล้อง การแลกเปลี่ยนสัญญาณ และวงจรความปลอดภัย โดยมีการประเมินความเหมาะสมเชิงการใช้งานด้วยแบบประเมินมาตรฐาน 5 ระดับ ครอบคลุม 4 มิติ ได้แก่ การติดตั้งอุปกรณ์ การออกแบบระบบควบคุม ความเหมาะสมต่อการฝึกปฏิบัติ และความเหมาะสมต่อการใช้งาน ผลการทดลองพบว่าคะแนนเฉลี่ย 4.14 ระดับดีมาก จุดที่โดดเด่นคือการติดตั้งอุปกรณ์และความมั่นคงแข็งแรง โดยที่ความสะดวกในการใช้งาน ยังอยู่ในระดับปานกลางคือเฉลี่ย 3.35 และจึงถูกระบุเป็นข้อปรับปรุงเพิ่มเติม สรุปได้ว่าชุดฝึกที่พัฒนามีประสิทธิภาพและความเหมาะสมสำหรับใช้เป็นสื่อการสอนด้านพีแอลซี เซอร์โวมอเตอร์ และแมชชีนวิชั่นช่วยให้ผู้เรียนเชื่อมโยงทฤษฎีกับการปฏิบัติได้จริง และพร้อมต่อยอดสู่การเพิ่มความสะดวกใช้งาน การเชื่อมต่อเครือข่ายอุตสาหกรรมและการประเมินสมรรถนะเชิงปริมาณเพิ่มเติมในงานอนาคต</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีอุตสาหกรรม วไลยอลงกรณ์ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/itec-journal/article/view/4466 การประยุกต์ TreeNet® Regression ในการสร้างเส้นมาตรฐานของการทดสอบการอัดแน่นดิน 2025-11-19T13:49:21+07:00 รัตนโชติ ทองป้อง rattanachot.thong@vru.ac.th ปวีณา ชุนเกาะ paweena.chun@vru.ac.th ธรรศ เสถียรนาม thanyarat.sa@vru.ac.th ภาวิณี มากทอง pawinee.mark@vru.ac.th ธราพงษ์ พัฒนศักดิ์ภิญโญ tarapong@vru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพของแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่อง (Machine Learning) สำหรับการพยากรณ์ตัวแปรทางปฐพีกลศาสตร์ (Dry Density : DD) โดยอาศัยตัวแปรพยากรณ์หลักคือ Moisture content (MC) ผู้วิจัยได้ใช้แบบจำลองกลุ่มต้นไม้ (Tree-based ensemble model) กับชุดข้อมูลจำนวน 600 ตัวอย่าง และทำการปรับค่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสมที่สุดผ่านกระบวนการตรวจสอบไขว้ 5 ส่วน (5-fold cross-validation) โดยประเมินประสิทธิภาพของแบบจำลองด้วยค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R-squared) และค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยสัมพัทธ์ (MAPE) ผลการวิจัยพบว่าแบบจำลองสุดท้ายที่ประกอบด้วยต้นไม้ 296 ต้น มีความสามารถในการทำนายบนชุดข้อมูลทดสอบได้อย่างน่าเชื่อถือ โดยมีค่า<br />R-squared เท่ากับ 48.73% และ MAPE เท่ากับ 12.14% โดยไม่พบปัญหาการเรียนรู้ที่มากเกินไป (Overfitting) ที่สำคัญ แบบจำลองสามารถจับความสัมพันธ์ที่มีความซับซ้อนและไม่ใช่เชิงเส้นตรง (Non-linear) ระหว่างตัวแปร MC และ DD ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าอิทธิพลของ MC ต่อค่าพยากรณ์มีการเปลี่ยนแปลงไปในแต่ละช่วงค่า โดยสรุป การศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของเทคนิคการเรียนรู้ของเครื่องในการสร้างแบบจำลองพยากรณ์สำหรับปัญหาทางปฐพีกลศาสตร์ที่มีความสัมพันธ์ซับซ้อน และยืนยันว่า MC เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งในการทำนายผลลัพธ์</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีอุตสาหกรรม วไลยอลงกรณ์ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/itec-journal/article/view/4481 การออกแบบและประเมินประสิทธิภาพระบบการจัดลำดับแบบผสมผสานในสายการประกอบ ยานยนต์ด้วยเทคนิคการจำลองดิจิทัล 2025-11-27T10:17:16+07:00 อนุศักดิ์ อุ่นแท่น anusakounthan@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแก้ปัญหาการจัดเก็บสินค้าคงคลังสำรอง (Buffer) ที่มากเกินความจำเป็นในสายการประกอบยานยนต์ โดยนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้เทคนิคการจำลองสถานการณ์ทางคอมพิวเตอร์ เพื่อพยากรณ์ขนาดพื้นที่พักคอยที่เหมาะสม ควบคู่ไปกับการปรับปรุงจำนวนพนักงานและกลยุทธ์การจัดลำดับการผลิต งานวิจัยเริ่มต้นจากการสร้างแบบจำลองและตรวจสอบความถูกต้องของแบบจำลองเทียบกับข้อมูลจริง จากนั้นทำการวิเคราะห์ปริมาณผลผลิตและเวลาการผลิต ผลการศึกษาพบว่า กลยุทธ์การจัดลำดับการผลิตแบบคละรุ่นในอัตราส่วน 2 รุ่นปกติ ต่อ 1 รุ่นใหม่ เป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมที่สุด โดยสามารถลดขนาดพื้นที่พักคอยลงได้ถึงร้อยละ 46.6 (จาก 15 เหลือ 8 ช่อง) โดยยังคงรักษายอดการผลิตที่ 48 คันต่อกะ ในกรณีไม่เพิ่มพนักงาน และสามารถเพิ่มยอดการผลิตเป็น 58 คันต่อกะ เมื่อมีการเพิ่มพนักงาน 1 คน นอกจากนี้ การประยุกต์ใช้ หลักการปิดกั้นหลังสถานีแบบปรับปรุง (Modified Blocking After Station: MBAS) ยังช่วยเพิ่มความแม่นยำในการกำหนดความต้องการพื้นที่พักคอยได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้จึงเป็นเครื่องมือวางแผนที่มีคุณค่าสำหรับการจัดการความซับซ้อนของการผลิต</p> 2025-12-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีอุตสาหกรรม วไลยอลงกรณ์