https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/itec-journal/issue/feedวารสารเทคโนโลยีอุตสาหกรรม วไลยอลงกรณ์2026-06-30T08:29:40+07:00กองบรรณาธิการ คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ฯitec-journal@vru.ac.thOpen Journal Systems<h2>เกี่ยวกับวารสาร</h2> <p>วารสารเทคโนโลยีอุตสาหกรรม วไลยอลงกรณ์ (Industrial Technology Valaya Alongkorn Journal ) กำหนดพิมพ์เผยแพร่ปีการศึกษาละ 2 ฉบับ (มกราคม-มิถุนายน และ กรกฎาคม-ธันวาคม) คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งเสริม สนับสนุนให้คณาจารย์ ข้าราชการ นักวิชาการศึกษาและนักศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ และสถาบันการศึกษาอื่น ๆ ได้มีโอกาสเสนอผลงานวิชาการ เพื่อเผยแพร่และแลกเปลี่ยนความคิดเห็น ความรู้ด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี ด้านวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ด้านการออกแบบอุตสาหกรรมและสาขาที่เกี่ยวข้อง ซึ่งวารสารมีการตรวจสอบคุณภาพของบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความ (Peer Review) ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้องจากภายในและ/หรือภายนอกมหาวิทยาลัย จำนวน 3 ท่านต่อหนึ่งบทความ บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ต้องผ่านการอนุมัติจากผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ใน 3 ท่าน เพื่อประเมินคุณภาพและความเหมาะสมของบทความว่าสมควรเผยแพร่ตีพิมพ์หรือไม่ ทั้งนี้ ผู้ทรงคุณวุฒิไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์ และผู้นิพนธ์ไม่ทราบชื่อผู้ทรงคุณวุฒิ (Double-Blinded Peer Review)</p>https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/itec-journal/article/view/4702Voltage/Frequency Speed Control of CNC Machining Center’s Spindles Retrofitted by Delta ASD-S 4.5kW High Performance VFD2026-06-26T11:32:00+07:00Varin Cholahanvarin@vru.ac.thYosita Charoensiri yosita.cha@vru.ac.th<p>CNC machine tools include an essential element known as the spindle, which must operate at high speeds and sustain a consistent velocity even when torque fluctuates during use. Generally, this spindle is powered by an alternating current (AC) electric motor that serves as the torque source, facilitating the required rotational speed for various cutting tasks. This article aims to explore a method for controlling speed through variable frequency voltage control (VVVF or V/f), specifically for CNC machine spindles. Initially, a model of rotational speed is created based on Newton's second law, taking into account the interactions among the AC motor, gear system, and rotating spindle. Next, a mathematical representation of the induction motor is developed in the d-q axis framework to assist in crafting the speed controller. Subsequently, a closed-loop speed control mechanism is initiated; this process begins with defining a reference speed and then processing these values through an electrical circuit to produce the necessary voltage and frequency before supplying them to the AC motor model. System modeling and performance assessment concerning speed control and dynamic response under torque load were conducted using MATLAB/Simulink. The V/f control system was established with a high-efficiency Delta ASD-S 4.5kW Variable Frequency Drive (VFD) sourced from Delta Electronic Inc. in Taiwan, aimed at performing speed control regulation on the spindles mounted on the CNC Machining Center model ARCO A-56 APC. To manipulate the reference and system response, a PI controller was utilized in control loop.</p>2026-06-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคโนโลยีอุตสาหกรรม วไลยอลงกรณ์https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/itec-journal/article/view/4782การพัฒนาไม้เท้าควบคุมด้วยไมโครคอนโทรลเลอร์สำหรับผู้พิการทางสายตา2026-04-09T15:17:03+07:00พีรภัส พรเจริญสุขkumos2004@gmail.comศศิ บัวทองkumos2004@gmail.comพงศ์พศิน คำดีkumos2004@gmail.comองอาจ ทับบุรีongart.tub@vru.ac.thภุมรินทร์ ทวิชศรีphummarin@vru.ac.thพีรวัฒน์ อาทิตย์ตั้งpeerawat@vru.ac.thศิลปชัย กลิ่นไกลsillapachai@vru.ac.thวีระพงศ์ ทองสาwiraphong.thong@vru.ac.thกันยารัตน์ เอกเอี่ยมkanyarat@vru.ac.th<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาไม้เท้าควบคุมด้วยไมโครคอนโทรลเลอร์สำหรับผู้พิการทางสายตา เพื่อยกระดับความปลอดภัยและความอิสระในการใช้ชีวิตประจำวัน ระบบที่พัฒนาขึ้นบูรณาการไมโครคอนโทรลเลอร์อีเอสพี 32 ร่วมกับเซนเซอร์ ประกอบด้วยเซนเซอร์อัลตราโซนิกสำหรับตรวจจับสิ่งกีดขวางในระดับพื้นดินและระดับเหนือศีรษะ โมดูลวัดความเฉื่อย เอ็มพียู6050 สำหรับตรวจจับสภาวะการล้ม และโมดูลจีพีเอส สำหรับระบุพิกัดตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ โดยมีการออกแบบอัลกอริทึมการประมวลผลสัญญาณเชิงลำดับแบบเรียลไทม์เพื่อแจ้งเตือนผู้ใช้งานผ่านสัญญาณเสียง และส่งต่อสถานะเหตุการณ์ฉุกเฉินไปยังผู้ดูแลผ่านแพลตฟอร์มคลาวด์ ThingsBoard ด้วยเทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง ผลการทดสอบประสิทธิภาพพบว่า ระบบมีความแม่นยำในการตรวจจับสิ่งกีดขวางสูงสุดในช่วงระยะ 50–100 เซนติเมตร โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยต่ำกว่า 1.00 เซนติเมตร และสามารถตรวจจับสภาวะการล้มที่ระดับมุมเอียง 90 องศา ได้อย่างถูกต้องสมบูรณ์ (ร้อยละ 100) สำหรับระบบระบุตำแหน่งพิกัดจีพีเอส มีค่าความคลาดเคลื่อนเฉลี่ยอยู่ในช่วง 2.32–15.48 เมตร ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้สำหรับการติดตามตัวบุคคล ข้อมูลเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่าไม้เท้าที่พัฒนาขึ้นมีเสถียรภาพและประสิทธิภาพในการช่วยหลีกเลี่ยงอันตรายในมุมอับสายตาและสภาวะวิกฤต</p>2026-06-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคโนโลยีอุตสาหกรรม วไลยอลงกรณ์https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/itec-journal/article/view/4815การประเมินเชิงปฐพีวิศวกรรมและสถิติของดินทรายปนตะกอนบดอัด สำหรับชั้นรองพื้นทางถนนชนบท2026-04-28T18:02:40+07:00เทวกุล จันทร์ขามป้อมtawakun.ch@rmuti.ac.th<p>การบดอัดดินเป็นกระบวนการสำคัญในงานก่อสร้างถนน เนื่องจากมีผลโดยตรงต่อความมั่นคง ความสามารถในการรับน้ำหนัก และอายุการใช้งานของโครงสร้างทาง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเหมาะสมของดินทรายปนตะกอนบดอัดสำหรับใช้เป็นชั้นรองพื้นทางถนนชนบท โดยบูรณาการการวิเคราะห์เชิงปฐพีวิศวกรรมและการวิเคราะห์เชิงสถิติ ข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาได้จากการทดสอบคุณสมบัติดินและการทดสอบความหนาแน่นแห้งในสนามด้วยวิธีกรวยทรายจากพื้นที่กรณีศึกษาในจังหวัดปทุมธานี จำนวน 20 ชุดข้อมูล ผลการจำแนกดินพบว่า ดินในพื้นที่เป็นดินทรายปนตะกอน (Silty Sand: SM) ตามระบบ USCS มีค่าขีดจำกัดเหลวเท่ากับ 49.16 ค่าขีดจำกัดพลาสติกเท่ากับ 45.27 ค่าดัชนีพลาสติกเท่ากับ 3.89 และค่าความถ่วงจำเพาะของเม็ดดินอยู่ในช่วง 2.65–2.75 ซึ่งสะท้อนว่าดินมีความเป็นพลาสติกต่ำและมีศักยภาพในการนำไปใช้เป็นวัสดุรองพื้นทางเมื่อมีการควบคุมความชื้นและการบดอัดอย่างเหมาะสม ผลการวิเคราะห์ความหนาแน่นแห้งในสนามพบว่า ค่าเปอร์เซ็นต์การบดอัดสัมพัทธ์มีค่าเฉลี่ย 93.46% และมีค่าสัมประสิทธิ์ความแปรปรวน 6.61% แสดงถึงคุณภาพการบดอัดโดยรวมที่อยู่ในระดับค่อนข้างดี แต่ยังคงมีความแปรปรวนบางส่วนในกระบวนการก่อสร้าง นอกจากนี้ การเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดสอบ A และ B ด้วยวิธี Welch’s t-test พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยกลุ่ม A ให้ค่าการบดอัดสูงกว่ากลุ่ม B และช่วงความเชื่อมั่นร้อยละ 95 ของผลต่างค่าเฉลี่ยอยู่ระหว่าง 8.41 ถึง 13.56 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ดินทรายปนตะกอนในพื้นที่ศึกษามีศักยภาพในการประยุกต์ใช้เป็นวัสดุชั้นรองพื้นทางถนนชนบทได้ในเชิงเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม ควรมีการควบคุมความชื้น การบดอัด และกระบวนการทดสอบภาคสนามอย่างเข้มงวด เพื่อเพิ่มความสม่ำเสมอและความน่าเชื่อถือของคุณภาพงานก่อสร้างถนนในระยะยาว</p>2026-06-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคโนโลยีอุตสาหกรรม วไลยอลงกรณ์https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/itec-journal/article/view/4828การลดเวลารอคอยในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดโดยการออกแบบรูปแบบการรับออร์เดอร์ และการส่งอาหารเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ2026-05-05T15:05:53+07:00วิชุดา มิ่งสกุลwichuda_mi@rmutto.ac.th<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการลดเวลารอคอยของลูกค้าในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดโดยการออกแบบรูปแบบการรับออร์เดอร์และการเพิ่มจำนวนจุดรับออร์เดอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของระบบบริการ การศึกษานี้ใช้แนวคิดทางวิศวกรรมอุตสาหการร่วมกับทฤษฎีแถวคอยในการวิเคราะห์ปัญหาและประเมินแนวทางการปรับปรุงระบบ โดยเก็บข้อมูลจากสถานการณ์จริงในช่วงเวลาเร่งด่วน 3 ช่วง ได้แก่ ช่วงเช้า ช่วงกลางวัน และช่วงเย็น รวมกลุ่มตัวอย่างลูกค้า 50 คน จากนั้นวิเคราะห์สภาพปัญหาของระบบเดิมด้วยข้อมูลเบื้องต้น แผนผังก้างปลา และแบบจำลองแถวคอย M/M/1 และ M/M/s ผลการศึกษาพบว่าระบบเดิมที่มีจุดรับออร์เดอร์เพียง 1 จุดมีข้อจำกัดด้านกำลังการให้บริการส่งผลให้เกิดคอขวดที่จุดรับออร์เดอร์ โดยเฉพาะในช่วง<br>กลางวันที่มีจำนวนลูกค้าหนาแน่นมากที่สุด ระบบเดิมมีเวลารอคอยเฉลี่ย 7.20 นาที ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 1.50 นาที และระดับความพึงพอใจของลูกค้าอยู่ที่ 65% ผลการวิเคราะห์ด้วยแผนผังก้างปลาพบว่าสาเหตุหลักของปัญหาเกิดจากจำนวนจุดรับออร์เดอร์ที่ไม่เพียงพอ การรวมกิจกรรมหลายขั้นตอนไว้ในจุดบริการเดียว การจัดกำลังคนที่ไม่เหมาะสม และความแออัดของพื้นที่ให้บริการ เมื่อประเมินแนวทางการปรับปรุงด้วยแบบจำลอง M/M/s พบว่า การเพิ่มจุดรับออร์เดอร์เป็น 2 จุดช่วยลดเวลารอคอยเฉลี่ยเหลือ 4.70 นาที คิดเป็นการลดลงร้อยละ 34.72 และเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าเป็น 85% ขณะที่การเพิ่มจุดรับออร์เดอร์เป็น 3 จุดช่วยลดเวลารอคอยเฉลี่ยเหลือ 3.10 นาที คิดเป็นการลดลงร้อยละ 56.94 เมื่อเทียบกับระบบเดิม และเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าเป็น 90% ผลการวิจัยสรุปได้ว่าการเพิ่มจำนวนจุดรับออร์เดอร์เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการลดเวลารอคอย ลดความแออัดของคิว และเพิ่มคุณภาพการให้บริการในร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด ทั้งยังแสดงให้เห็นว่าการประยุกต์ใช้เครื่องมือทางวิศวกรรมอุตสาหการร่วมกับทฤษฎีแถวคอยสามารถช่วยวิเคราะห์ปัญหาและเสนอแนวทางปรับปรุงระบบบริการได้อย่างเป็นรูปธรรม</p>2026-06-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคโนโลยีอุตสาหกรรม วไลยอลงกรณ์https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/itec-journal/article/view/4834การพัฒนาประสิทธิภาพการยับยั้งเชื้อราด้วยสารสกัดจากมอสส์และใบมะรุมร่วมกับกากกาแฟ เพื่อการปรับปรุงคุณภาพดินอย่างยั่งยืน2026-05-07T09:35:48+07:00ลัดดาวรรณ แก้วพวงitec-journal@vru.ac.thกิตติกร เชื้อชะเอมitec-journal@vru.ac.thกนกพร ปั่นกิ่งitec-journal@vru.ac.thพิมพ์วิไล ราชเนย์itec-journal@vru.ac.thศุภิสรา สอาดศรีitec-journal@vru.ac.thเทอดเกียรติ แก้วพวงtkaewpuang@gmail.com<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณสมบัติทางเคมีของมอสส์ ใบมะรุม และกากกาแฟ รวมถึงศึกษาประสิทธิภาพของสารสกัดจากธรรมชาติในการยับยั้งเชื้อราและส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช เพื่อนำไปพัฒนาเป็นดินชีวภัณฑ์สำหรับการเกษตรอย่างยั่งยืน ผลการศึกษาพบว่า มอสส์ ใบมะรุม และกากกาแฟ มีค่า pH อยู่ในช่วง 5.94–6.07 ซึ่งจัดอยู่ในสภาพกรดอ่อนและเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช การสกัดมอสส์ด้วยเอทานอลให้สารละลายสีเหลืองใสและให้ปริมาณสารสำคัญมากกว่าการกลั่นแบบธรรมดา ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเบื้องต้นด้วยเทคนิคโครมาโทกราฟีแบบกระดาษ (Thin Layer Chromatography; TLC) พบแถบและจุดสีหลายตำแหน่ง แสดงถึงการมีสารประกอบหลายชนิดในสารสกัด ขณะที่การวิเคราะห์ด้วยเทคนิค UV–Visible spectroscopy พบค่าการดูดกลืนแสงสูงสุดที่ประมาณ 500 นาโนเมตร ซึ่งอาจสัมพันธ์กับสารกลุ่มฟีนอลิก ฟลาโวนอยด์ และรงควัตถุธรรมชาติ ผลการทดสอบฤทธิ์ยับยั้งเชื้อรา พบว่า สารสกัดจากมอสส์และใบมะรุมสามารถยับยั้งการเจริญของเชื้อราได้ โดยเมื่อเพิ่มความเข้มข้นของสารสกัดจาก 5 เป็น 10 mg/L เส้นผ่านศูนย์กลางการเจริญของเชื้อราลดลงอย่างชัดเจน และสารสกัดใบมะรุมมีประสิทธิภาพในการยับยั้งเชื้อราดีกว่าสารสกัดจากมอสส์เล็กน้อย นอกจากนี้ การศึกษาการเจริญเติบโตของพืชพบว่า ดินชีวภัณฑ์สูตร 2 สามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชได้ดีที่สุด เมื่อเปรียบเทียบกับดินธรรมดาและดินชีวภัณฑ์สูตร 1 ผลการประเมินความพึงพอใจจากนักเรียนจำนวน 178 คน พบว่าผลิตภัณฑ์ได้รับคะแนนเฉลี่ยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (4.65) โดยเฉพาะด้านการใช้วัสดุเหลือใช้ให้เกิดประโยชน์และการส่งเสริมการปลูกพืชปลอดสารพิษ ดังนั้น สารสกัดจากมอสส์และวัสดุธรรมชาติที่ใช้ในการศึกษานี้มีศักยภาพในการพัฒนาเป็นดินชีวภัณฑ์และสารชีวภัณฑ์ทางการเกษตร เพื่อช่วยลดการใช้สารเคมี ส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช และสนับสนุนแนวทางเกษตรกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>2026-06-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคโนโลยีอุตสาหกรรม วไลยอลงกรณ์https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/itec-journal/article/view/4841การพัฒนาระบบควบคุมบ้านอัจฉริยะต้นทุนต่ำบนสถาปัตยกรรมอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่งด้วย Raspberry Pi และ Node-RED Dashboard2026-05-09T22:01:06+07:00อภิสิทธิ์ เชื้อนุ่นaphisit.chuea@vru.ac.thอิทธิพัทธ์ สินธุittipat.sin@vru.ac.thศิริวรรณ พลเศษsiriwan@vru.ac.th<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาต้นแบบระบบควบคุมบ้านอัจฉริยะต้นทุนต่ำบนสถาปัตยกรรมอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง โดยใช้ Raspberry Pi 3 เป็นหน่วยควบคุมหลักร่วมกับ Node-RED Dashboard เพื่อควบคุมอุปกรณ์ไฟฟ้า ตรวจวัดสภาพแวดล้อม และแสดงผลข้อมูลแบบเรียลไทม์ ระบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย DHT11 Sensor สำหรับตรวจวัดอุณหภูมิและความชื้น OLED Display สำหรับแสดงผลข้อมูล LED จำนวน 4 ดวงสำหรับจำลองระบบแสงสว่าง DC Motor สำหรับจำลองพัดลม Servo Motor สำหรับจำลองการเปิด–ปิดประตู และ Maker Drive สำหรับควบคุมการทำงานของมอเตอร์ วิธีดำเนินการวิจัยเริ่มจากการออกแบบสถาปัตยกรรมระบบ การเชื่อมต่อฮาร์ดแวร์ การพัฒนา Node-RED Dashboard และโฟลว์ควบคุม จากนั้นทดสอบการทำงานของระบบใน 3 ด้าน ได้แก่ การควบคุมอุปกรณ์ผ่าน Dashboard การตรวจวัดและแสดงผลข้อมูล และการควบคุมพัดลมอัตโนมัติตามเงื่อนไขอุณหภูมิ ผลการทดลองพบว่า ระบบสามารถควบคุม LED ทั้ง 4 ดวง และควบคุมประตูจำลองผ่าน Servo Motor ได้ตรงตามคำสั่ง สามารถอ่านค่าอุณหภูมิและความชื้นจาก DHT11 Sensor และแสดงผลผ่าน Node-RED Dashboard และ OLED Display ได้อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ระบบสามารถสั่งให้พัดลมจำลองทำงานเมื่ออุณหภูมิสูงกว่า 30 องศาเซลเซียส และหยุดทำงานเมื่ออุณหภูมิลดลงเท่ากับหรือต่ำกว่า 30 องศาเซลเซียส ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า Raspberry Pi 3 และ Node-RED Dashboard สามารถใช้พัฒนาระบบบ้านอัจฉริยะต้นทุนต่ำได้อย่างเหมาะสมในระดับต้นแบบ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ด้าน IoT ระบบสมองกลฝังตัว และระบบควบคุมอัตโนมัติได้</p> <p> </p>2026-06-30T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคโนโลยีอุตสาหกรรม วไลยอลงกรณ์