ผลของการใช้คิเนสิโอเทปต่ออาการปวดในระยะหลังและองศาการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อหัวไหล่ ด้วยวิธีการยกน้ำหนักในวัยรุ่นชายสุขภาพดี (การศึกษานำร่อง)

ผู้แต่ง

  • ธนากร ธนวัฒน์
  • ธีระศักดิ์ รักคำ
  • พิทยา มณีเลิศ
  • ชโนดม บานแย้ม
  • ภาคภูมิ โชคทวีพาณิชย์

บทคัดย่อ

การวิจัยเชิงทดลองแบบไขว้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้เทปบำบัดต่ออาการปวดในระยะหลัง และองศาการเคลื่อนไหวของหัวไหล่ด้วยวิธีการออกกำลังกายโดยการยกน้ำหนัก ของวัยรุ่นชายสุขภาพดี จำนวน 15 คน ทำการออกกำลังกายกล้ามเนื้อหัวไหล่ด้วยวิธีการยกน้ำหนักที่ระดับความหนัก ร้อยละ 70 ของ 10RM จ านวน 3 ชุด ชุดละ 12 ครั้ง มีระยะพักระหว่างชุด 2 นาที ทั้งหมดจ านวน 5 ท่า ประเมินความเจ็บปวดด้วยมาตรวัดความเจ็บปวดและวัดองศาการเคลื่อนไหวของข้อไหล่ทุกทิศทางด้วยโกนิโอมิเตอร์ จากนั้นจึงติดเทปบำบัดแก่อาสาสมัคร และติดตามวัดตัวแปรทุกตัวหลัง 24 และ 48 ชั่วโมง หลังจากติดเทปบ าบัดไปแล้วตามล าดับ จากนั้นให้อาสาสมัครพัก 7 วัน และทำการทดสอบเช่นเดิมแต่เปลี่ยนเป็นเทปชนิดหลอก สถิติที่ใช้
ในการวิเคราะห์ ได้แก่สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ความแตกต่างของตัวแปรที่ศึกษาด้วยการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำ กำหนดระดับนัยสำคัญที่ 0.05
ผลการศึกษา พบว่า อาสาสมัครร้อยละ 46.68 อายุระหว่าง 20-21 ปี อายุเฉลี่ย 20.14 ปี ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน1.23 ปี ในระยะเวลา 24 และ 48 ชั่วโมง หลังติดเทปบ าบัด อาสาสมัครที่ติดเทปบ าบัดชนิดจริงมีค่าเฉลี่ยระดับความเจ็บปวดน้อยกว่าการติดเทปบำบัดชนิดหลอก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ(p<0.05) และมีเพียงค่าเฉลี่ยองศาการเคลื่อนไหวในท่ากางข้อไหล่ของอาสาสมัครที่ติดเทปบำบัดชนิดจริงมีค่าเฉลี่ยองศาการเคลื่อนไหวที่มากกว่าการติดด้วยเทปบำบัดชนิดหลอก แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p<0.05) สรุปผลการศึกษา การติดเทปบำบัดชนิดจริงสามารถลดระดับอาการเจ็บปวดระยะหลังของกล้ามเนื้อหัวไหล่ได้ และสามารถเพิ่มองศาการเคลื่อนไหวของการกางข้อไหล่ได้ภายหลัง 24-48 ชั่วโมงหลังการติดเทปบำบัด

เผยแพร่แล้ว

2021-06-30

รูปแบบการอ้างอิง

1.
ธนวัฒน์ ธ, รักคำ ธ, มณีเลิศ พ, บานแย้ม ช, โชคทวีพาณิชย์ ภ. ผลของการใช้คิเนสิโอเทปต่ออาการปวดในระยะหลังและองศาการเคลื่อนไหวของกล้ามเนื้อหัวไหล่ ด้วยวิธีการยกน้ำหนักในวัยรุ่นชายสุขภาพดี (การศึกษานำร่อง). Acad. J. Sci. Appl. Sci. [อินเทอร์เน็ต]. 30 มิถุนายน 2021 [อ้างถึง 20 กุมภาพันธ์ 2026];5(9):29-3. available at: https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/ajsas/article/view/4016