วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธนบุรี https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/trusci <p>เพื่อเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ ในด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมอุตสาหการ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมการผลิต วิศวกรรมวัสดุ วิศวกรรมเทคโนโลยีอุตสาหกรรม รวมทั้งสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และในด้านวิทยาศาสตร์ได้แก่ สาขาวิชา คณิตศาสตร์ สถิติ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา วิทยาศาสตร์การอาหาร วิทยาศาสตร์ชีวภาพ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม วิทยาการสารสนเทศ หรือวิทยาศาสตร์ประยุกต์ และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> มหาวิทยาลัยธนบุรี (Thonburi University) th-TH วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธนบุรี 2730-3837 ระบบผลิตพลังงานจากน้ำเสียแบบบูรณาการโดยใช้กังหันเพลตันและแบตเตอรี่ฟลูว์วาเนเดียมสำหรับอาคารที่พักอาศัย https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/trusci/article/view/4092 <p>Urban wastewater in mid-rise residential buildings remains an underutilized resource for energy recovery and water reuse in Thailand. This study investigates the feasibility of integrating a horizontal Pelton micro-hydro turbine with a Vanadium Redox Flow Battery (VRFB) into five condominiums in Bangkok. The system was evaluated under simulated wastewater conditions, and four turbine configurations were tested. A Python-based model simulated VRFB performance under typical Southeast Asian load profiles. The horizontal Pelton turbine achieved peak output at 1.2 m³/h, generating 9.4 W with 72.4% efficiency, and averaging 0.67 kWh/day. The VRFB demonstrated a round-trip efficiency of 78% with consistent discharge over a 24-hour cycle. Additionally, 60% of treated wastewater approximately 2,124 m³/month was identified as reusable for non-potable applications. The results confirm that the hybrid system can operate effectively under variable flow conditions, with energy storage mitigating intermittency. While turbine performance is sensitive to hydraulic variability, pairing with a VRFB improves resilience and output stability. In conclusion, this hybrid system offers a scalable solution for decentralized resource recovery in urban Thai buildings, aligning with sustainable development and circular economy practices through combined water and energy management.</p> SOMPOP KHOOPRASERT Akeratana Noppakant Numchoke Wattananaiya Prapon Denduang Chaiporn Supahitanukool Supapradit Marsong ลิขสิทธิ์ (c) 2025 SOMPOP KHOOPRASERT, Akeratana Noppakant, Numchoke Wattananaiya, Prapon Denduang, Chaiporn Supahitanukool, Supapradit Marsong https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-02 2025-12-02 9 2 1 17 แอปพลิเคชันไลน์แชทบอทอัจฉริยะเพื่อช่วยจัดการแจ้งเตือนการทานยาสำหรับผู้สูงอายุ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/trusci/article/view/4100 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัญหาและปัจจัยที่มีผลต่อการรับประทานยาอย่างถูกต้องของผู้สูงอายุตามหลัก 5R เพื่อออกแบบและแอปพลิเคชันไลน์แชทบอทอัจฉริยะเพื่อช่วยจัดการแจ้งเตือนการทานยาสำหรับผู้สูงอายุ และเพื่อประเมินประสิทธิภาพของระบบในการช่วยให้ผู้สูงอายุและผู้ดูแลสามารถจัดการการรับประทานยาได้อย่างถูกต้องและตรงเวลา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ ผู้สูงอายุจำนวน 30 คน ในชุมชน 4 แขวงหนองค้างพลู หนองแขม โดยใช้การสุ่มแบบเจาะจง สถิติที่ใช้ คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าระบบสามารถช่วยให้ผู้สูงอายุ และผู้ดูแลบริหารยาได้อย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ ลดปัญหาการลืมทานยา และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ นอกจากนี้ยังช่วยให้ผู้ดูแลสามารถตรวจสอบการบริหารยาได้ง่ายขึ้น ลดความซ้ำซ้อนในกระบวนการบริหารยา และมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มผู้ป่วยอื่นๆ ที่ต้องการการบริหารยาอย่างสม่ำเสมอ</p> นันทวัน นาคอร่าม วัฒนา เอกปมิตศิลป์ สิทธิ์ศักดิ์ ทองสุข ธเนส เลิศจามีกร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 นันทวัน นาคอร่าม, วัฒนา เอกปมิตศิลป์, สิทธิ์ศักดิ์ ทองสุข, ธเนส เลิศจามีกร https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 9 2 18 32 การประยุกต์ใช้ทฤษฎี FSN Analysis เพื่อช่วยให้การจัดการคลังม้วนกระดาษเกิดประสิทธิภาพ กรณีศึกษา บริษัทอินเตอร์ไฟเบอร์คอนเทนเนอร์ จำกัด กรุงเทพมหานคร https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/trusci/article/view/3722 <p> </p> <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและสาเหตุของกระบวนการจัดการคลังม้วนกระดาษ และเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดการคลังของบริษัทผลิตบรรจุภัณฑ์กระดาษลูกฟูกในกรุงเทพมหานคร โดยประยุกต์ใช้วิธีวิเคราะห์ เอฟเอสเอ็น (FSN Analysis) เพื่อจำแนกวัสดุตามความถี่ในการใช้งาน และกำหนดพื้นที่จัดเก็บที่เหมาะสมกับลักษณะการเคลื่อนไหวของวัสดุ เพื่อให้การเบิกจ่ายและจัดเก็บมีความรวดเร็วและเป็นระบบมากขึ้น พร้อมทั้งการวิเคราะห์ปัญหาโดยใช้แผนภูมิก้างปลา (Fishbone Diagram) เพื่อตรวจสอบสาเหตุของปัญหา รวมถึงการออกแบบแผนผังคลังสินค้าใหม่ เพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการและการใช้งาน การควบคุมด้วยการมองเห็น (Visual Control) และการจัดการพื้นที่ (Warehouse Layout) ถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกในการค้นหาและหยิบใช้สินค้า</p> <p> ผลการวิเคราะห์พบว่า ปัญหาหลักเกิดจากความไม่เป็นระเบียบในการจัดเก็บและขาดความสะดวกในการหยิบใช้ เนื่องจากช่องจัดเก็บ 1 ช่องมีสินค้าหลายประเภท (3 SKU) ทำให้การค้นหาและเบิกใช้ล่าช้า ระบบจัดเก็บแบบตำแหน่งตายตัว (Fixed Location System) ซึ่งไม่สอดคล้องกับจำนวนประเภทของสินค้า (Stock Keeping Unit: SKU) ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวน SKU เพิ่มจาก 327 รายการในปี 2563 เป็น 377 รายการในปี 2567 หรือเพิ่มขึ้นเฉลี่ยประมาณ 12 รายการต่อปี ภายในระยะเวลา 4 ปี การเพิ่มขึ้นดังกล่าวเกิดจากการขยายประเภทของกระดาษตาม เกรด แกรม และขนาด ที่หลากหลายมากขึ้น ส่งผลให้ระบบจัดเก็บเดิมไม่สามารถรองรับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดการหยุด การทำงานของเครื่องจักรผลิตกล่องลูกฟูก (Downtime) เนื่องจากต้องรอการจัดส่งม้วนกระดาษ จากข้อมูลการเก็บบันทึก ปี 2566 พบว่าอัตราการผลิตกระดาษลูกฟูกเฉลี่ย 8,096 เมตรต่อชั่วโมง หรือคิดเป็นตารางเมตรต่อเมตรเท่ากับ 2.1 เท่า หรือเท่ากับ 17,001 ตารางเมตรต่อชั่วโมง เมื่อคำนวณการสูญเสียเวลาเครื่องจักรหยุดทำงานจากสาเหตุการจอดรอม้วนกระดาษ จำนวน 34 ครั้ง รวมเป็นเวลาทั้งสิ้น 680 นาทีหรือ เท่ากับ 12 ชั่วโมง คิดเป็นการสูญเสียโอกาสในการผลิตเท่ากับ 204,012 ตารางเมตร โดยมูลค่าในการขายเท่ากับตารางเมตรละ 14.50 บาท (อ้างอิงจากราคาขายในปี 2566) รวมมูลค่าความสูญเสียเท่ากับ 2.96 ล้านบาท</p> <p>ผลจากการปรับปรุงด้วยการประยุกต์ใช้ วิธีวิเคราะห์เอฟเอสเอ็น (FSN Analysis) การจำแนกกลุ่มสินค้าคงคลังตามการจัดกลุ่มตามอัตราการใช้งานรายการสินค้าที่เคลื่อนไหวเร็ว (Fast Moving : F) เป็นวัตถุดิบที่มีอัตราการใช้งานสูง โดยมีอัตราการใช้งานอยู่ที่ 85.6% ส่วน (Slow Moving : S) เป็นวัตถุดิบที่มีอัตราการใช้งานปานกลาง โดยมีอัตราการใช้งานอยู่ที่ 10% และ (Non Moving : N) เป็นวัตถุดิบที่มีอัตราการใช้งานต่ำหรือไม่มี การใช้งานเลย โดยมีอัตราการใช้งานอยู่ 4.4% ของอัตราการใช้งานของทั้งหมด (อ้างอิงจากตารางที่2) ร่วมกับการออกแบบแผนผังคลังสินค้าใหม่ ทำให้สามารถลดขั้นตอนการปฏิบัติงานจาก 5 ขั้นตอนเหลือ 3 ขั้นตอน (ลดลง 40%) ลดเวลาเฉลี่ยในการหยิบใช้ม้วนกระดาษจาก 6 นาที 45 วินาที เหลือเพียง 44 วินาทีต่อครั้ง (ลดลง 89.11%) ต้นทุนแรงงานลดลงจาก 92,065 บาทเหลือ 10,025 บาทต่อปี (ลดลง 82,040 บาท) และไม่พบการหยุดเครื่องจักรหลังการปรับปรุง ผลการศึกษายืนยันว่าการใช้ วิธีวิเคราะห์เอฟเอสเอ็น (FSN Analysis) ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการคลังสินค้าได้อย่างมีนัยสำคัญทั้งด้านเวลา ต้นทุน และความถูกต้องในการดำเนินงาน</p> เจษฎา มณีย้อย ฉัตรชัย เหล่าเขตการณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 เจษฎา มณีย้อย, ฉัตรชัย เหล่าเขตการณ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 9 2 33 48 การศึกษาผลของคาร์บอนแบล็คในวัสดุกระตุ้นที่มีผลต่อค่าความจุของขั้วลบในแบตเตอรี่รถไฟฟ้า https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/trusci/article/view/4234 <p>วัสดุกระตุ้นเป็นส่วนผสมหลักของขั้วลบมีคุณสมบัติในการเพิ่มค่าความจุและจำนวนรอบต่อการใช้งานประกอบด้วย แบเรียมซัลเฟต (Barium sulfate) โซเดียมลิกโนซัลโฟเนต (Sodium lignosulfonate) และคาร์บอนแบล็ค (Carbon black) โดยเฉพาะคาร์บอนแบล็คมีหน้าที่เป็นตัวนำไฟฟ้ามีผลมาจากคุณสมบัติในการจับกลุ่มของอนุภาคจำนวนมากในลักษณะที่เป็นกิ่งก้านหรือสายโซ่ มีความเป็นรูพรุนสูง อย่างไรก็ตามบทบาทของคาร์บอนแบล็คต่อค่าความจุของขั้วลบแบตเตอรี่รถไฟฟ้ายังไม่ชัดเจนนอกจากนั้นยังไม่ทราบอัตราส่วนโดยน้ำหนักที่เหมาะสม เครื่องมือที่ใช้ในการทดสอบประกอบด้วย การทดสอบคุณสมบัติทางเคมีไฟฟ้าโดยใช้เครื่อง Auto lab PGSTAT30 (Cyclic Voltammetry) ส่วนการทดสอบโครงสร้างของคาร์บอนแบล็คโดยใช้กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (Transmission Electron Microscope) และกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราด (Scanning Electron Microscope) จากการศึกษาพบว่าค่าความจุของขั้วลบสูงขึ้นเมื่อปริมาณคาร์บอนแบล็คเท่ากับโซเดียมลิกโนซัลโฟเนต ซึ่งปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเกี่ยวข้องกับโครงสร้างของโซเดียมลิกโนซัลโฟเนตจะปฏิสัมพันธ์กับคาร์บอนแบล็คจับกัน เป็นกลุ่ม เรียกว่ากลุ่มคาร์บอน-โซเดียมลิกโนซัลโฟเนต ซึ่งค่าความจุที่สูงขึ้นเมื่อมีอัตราส่วนโดยน้ำหนักของคาร์บอนแบล็ค โซเดียมลิกโนซัลโฟเนตเท่ากับ 6:6 </p> สมศักดิ์ มีนคร วรเทพ ตรีวิจิตร สมจินต์ อักษรธรรม กษิดิศ ดาวเรือง ธีระพงษ์ มณีเพ็ญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 สมศักดิ์ มีนคร, วรเทพ ตรีวิจิตร, สมจินต์ อักษรธรรม, กษิดิศ ดาวเรือง, ธีระพงษ์ มณีเพ็ญ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 9 2 49 59 การประเมินการเลือกใช้กังหันน้ำสำหรับผลิตไฟฟ้าจากน้ำระบายของหอหล่อเย็น โดยเปรียบ เทียบข้อมูลการทดลองของกังหันเพลตันกับข้อมูลอ้างอิงของกังหันคาปลาน https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/trusci/article/view/4029 <p>งานวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินความเหมาะสมในการเลือกใช้กังหันน้ำผลิตไฟฟ้าจากน้ำระบายของหอหล่อเย็น (Cooling Tower Blowdown) โดยเปรียบเทียบระหว่างกังหันเพลตัน (Pelton Turbine) ซึ่งทำการทดลองจริงกับชุดต้นแบบผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก และกังหันคาปลาน (Kaplan Turbine) ซึ่งอ้างอิงจากข้อมูลจากกราฟ Turbine Application Chart งานวิจัยได้ดำเนินการสร้างชุดต้นแบบผลิตไฟฟ้าขนาดเล็ก ซึ่งมีขนาดความยาว 0.70 เมตร ความกว้าง 3.68 เมตร และความสูง 1.55 เมตร สำหรับทดสอบกังหันน้ำเพลตันขนาด 50 วัตต์ ภายใต้ช่วงอัตราการไหลของน้ำระหว่าง 500 ถึง 1,300 ลิตรต่อชั่วโมง การทดลองกังหันเพลตันดำเนินการภายใต้สภาวะที่จำลองอัตราการไหลและความสูงของน้ำใกล้เคียงกับระบบน้ำระบายของหอหล่อเย็นจริง โดยวัดค่าแรงดันไฟฟ้า กระแสไฟฟ้า และกำลังไฟฟ้าที่ผลิตได้ในแต่ละช่วงอัตราการไหล ผลการศึกษาพบว่า ภายใต้เงื่อนไขอัตราการไหล 25,590 ลิตรต่อชั่วโมง และความสูง 2 เมตร กังหันเพลตันสามารถใช้งานร่วมกับน้ำระบายของหอหล่อเย็นได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่ออัตราการไหลมีค่าสูงในระดับหนึ่ง และแม้ว่าความสูงจะไม่มาก (2 เมตร) แต่ก็สามารถผลิตไฟฟ้าได้ในระดับที่เหมาะสมกับโหลดขนาดเล็ก และกังหันเพลตันให้กำลังไฟฟ้าสูงสุดที่ 321.02 วัตต์ ซึ่งเหมาะกับระบบที่มี Head สูง และอัตราการไหลต่ำ ส่วนกังหันคาปลาน ออกแบบมาสำหรับเงื่อนไข Head ต่ำและอัตราการไหลสูง ให้กำลังไฟฟ้า 125.37 วัตต์ หากใช้กังหันคาปลาน อาจต้องมีการปรับระบบเพื่อเพิ่มอัตราการไหล เมื่อเปรียบเทียบในแง่ของประสิทธิภาพพลังงานและความเหมาะสมในการติดตั้งในระบบจริง กังหันเพลตันแสดงถึงความเป็นไปได้ที่ดีกว่าสำหรับการประยุกต์ใช้กับน้ำระบายจากหอหล่อเย็น และยังสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ประมาณ 1,686 กิโลกรัมต่อปี</p> <p>ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า การผลิตพลังงานไฟฟ้าจากน้ำระบายของหอหล่อเย็นโดยใช้กังหันน้ำเพลตันขนาดเล็ก เป็นแนวทางที่มีความเป็นไปได้และยังเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการนำพลังงานกลับมาใช้ในระบบระบายน้ำของหอหล่อเย็น เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน และส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนเพื่อความยั่งยืนในระยะยาว</p> ธันยาภรณ์ คงสินชัย ศุภประดิษฐ์ มาสงค์ ชัยพร สุภาหิตานุกุล ภานุพงษ์ สามล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ธันยาภรณ์ คงสินชัย, ศุภประดิษฐ์ มาสงค์, ชัยพร สุภาหิตานุกุล , ภานุพงษ์ สามล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 9 2 60 72 การหาส่วนผสมดินปลูกที่เหมาะสมต่อคุณสมบัติของดินปลูกและการเจริญเติบโตแตงโมสายพันธุ์ตอปิโดลูกผสมควีนเลดี้ F1 ด้วยวิธีการออกแบบการทดลองแบบส่วนผสม https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/trusci/article/view/4090 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาส่วนผสมของวัสดุปลูกที่เหมาะสมต่อคุณสมบัติทางเคมีของดินปลูกและอัตราการเจริญเติบโตของแตงโมสายพันธุ์ตอปิโดลูกผสมควีนเลดี้ F1 โดยใช้การออกแบบการทดลองแบบส่วนผสม (Mixture Design) โดยวัสดุปลูกที่ใช้ในการศึกษา ประกอบด้วย ขุยมะพร้าว กาบมะพร้าว มูลวัว แกลบดำ และดินปลูกเพื่อการค้า ในอัตราส่วนที่แตกต่างกันตามแผนการทดลองแบบส่วนผสม แล้วทำการวิเคราะห์ผลของอัตราการเจริญเติบโตของความสูงของต้น อัตราการเจริญเติบโตของจำนวนใบ อัตราการเจริญเติบโตของขนาดลำต้น ในส่วนของการทดสอบคุณสมบัติของวัสดุปลูก ประกอบด้วย ค่าการนำไฟฟ้า (EC) ค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) และต้นทุนต่อถุง ผลการศึกษาพบว่า ส่วนผสมที่เหมาะสมที่สุดคือ ขุยมะพร้าวร้อยละ 15 กาบมะพร้าวร้อยละ 15 มูลวัวร้อยละ 20 แกลบดำร้อยละ 15.54 และดินปลูกเพื่อการค้าร้อยละ 34.47 ซึ่งทำให้อัตราการเจริญเติบตัวของความสูงของต้นร้อยละ 76.97 อัตราการเจริญเติบตัวของของจำนวนใบร้อยละ 21.30 อัตราการเจริญเติบตัวของของขนาดลำต้นร้อยละ 0.732 ต้นทุนถุงละ 12.29 บาท ค่าการนำไฟฟ้า (EC) 2.19 (dS/m) และค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) 7.2 </p> ผกามาศ แท่นแก้ว รณฤทธิ์ ขึงภูเขียว ศิรวัฒน์ สุรโชติเวศย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ผกามาศ แท่นแก้ว , รณฤทธิ์ ขึงภูเขียว, ศิรวัฒน์ สุรโชติเวศย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 9 2 73 81 การปรับปรุงท่าทางการทำงานสำหรับกระบวนการติดหูถุงกระดาษโดยใช้หลักการยศาสตร์ กรณีศึกษา บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์กระดาษ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/trusci/article/view/3971 <p>สำหรับกระบวนการติดหูถุงกระดาษเป็นขั้นตอนที่ใช้ฝีมือของพนักงานเป็นหลักและใช้เวลาในการผลิตนาน ซึ่งส่งผลต่อความเมื่อยล้าของพนักงานเป็นอย่างมากอีกทั้งยังมีข้อร้องเรียนจากพนักงานในการทำงาน ดังนั้นผู้วิจัยเล็งเห็นถึงความสำคัญในการลดความเมื่อยล้าในการทำงานของพนักงานติดหูถุงกระดาษ โดยนำหลักการยศาสตร์เข้ามาศึกษาการทำงาน โดยขั้นตอนการทำวิจัยเริ่มจากพนักงานจำนวน 7 คน ประเมินระดับความไม่สบายในร่างกายของแต่ละส่วน หลังจากนั้นดำเนินการออกแบบโต๊ะทำงาน และเลือกใช้เก้าอี้นั่งทำงานที่เหมาะสมตามหลักการยศาสตร์ ซึ่งการออกแบบโต๊ะทำงานใช้ข้อมูลสัดส่วนร่างกายของพนักงานติดหูถุงกระดาษ 12 ตำแหน่งเป็นเกณฑ์ในการออกแบบ โดยหลังการปรับปรุงอุปกรณ์การทำงาน ระดับค่าเปอร์เซ็นต์ความรู้สึกลดลงในส่วนของหัวเข่า 84.62% สะโพกหรือต้นขา 47.06% หลังส่วนบน 44.74% มือหรือข้อมือ 44.44% หลังส่วนล่าง 44.00% และคอ 39.40% ตามลำดับ และมีการประเมินความเสี่ยงในการทำงาน ก่อนการปรับปรุงมีระดับคะแนนที่ 6.85 คะแนน หลังจากการปรับปรุงผลการประเมินด้วยเทคนิค RULA หลังการปรับปรุง มีระดับคะแนนที่ 6.14 คะแนน ลงจากเดิม 0.71 คะแนน หรือลดลงจากเดิมร้อยละ 10.36 ซึ่งถือว่ายังอยู่ในระดับความเสี่ยงควรมีการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป</p> จุฑาทิพย์ ลีลาธนาพิพัฒน์ ภูมิ จาตุนิตานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 จุฑาทิพย์ ลีลาธนาพิพัฒน์, ภูมิ จาตุนิตานนท์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-26 2025-12-26 9 2 82 93 การลดปริมาณผลิตภัณฑ์บกพร่องในกระบวนการเชื่อมความต้านทานแบบจุดสำหรับแป้นเกลียวเชื่อม M12x1.25 มิลลิเมตร ด้วยเทคนิคการออกแบบการทดลองทางวิศวกรรม https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/trusci/article/view/3822 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดปริมาณผลิตภัณฑ์บกพร่องจากข้อเรียกร้องของลูกค้าเกี่ยวกับปัญหาแป้นเกลียวเชื่อมหลุด ในผลิตภัณฑ์คานรองรับกระบะรถยนต์ กระบวนการวิจัยได้ประยุกต์ใช้เทคนิคการออกแบบการทดลองทางวิศวกรรมเพื่อหาพารามิเตอร์ที่เหมาะสมของกระบวนการเชื่อมความต้านทานแบบจุด โดยพารามิเตอร์สำคัญที่ส่งผลต่อปัญหาแป้นเกลียวหลุด ได้แก่ ปริมาณกระแสไฟฟ้า เวลาที่กระแสไฟฟ้าไหลผ่านชิ้นงาน และแรงกดของหัวทิป ผลการวิเคราะห์เชิงสถิติพบว่าพารามิเตอร์ที่เหมาะสมของกระบวนการเชื่อมความต้านทานแบบจุด คือ กระแสไฟฟ้า 14 กิโลแอมแปร์ เวลาเชื่อม 12 ไซเคิล และแรงกดหัวทิป 4,000 นิวตัน เมื่อนำพารามิเตอร์ที่เหมาะสมมาใช้ในกระบวนการผลิตจริงพบว่า ช่วยลดสัดส่วนผลิตภัณฑ์บกพร่องประเภทแป้นเกลียวหลุดจากเดิม 42 ชิ้น (0.34%) เหลือ 0 ชิ้น ส่งผลให้ไม่มีข้อบกพร่องในประเภทดังกล่าวอีกต่อไป และเพิ่มความพึงพอใจของลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ศุภัทร ศิลาลอย สุภัทรา หมู่ป่ารัง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ศุภัทร ศิลาลอย , สุภัทรา หมู่ป่ารัง https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-27 2025-12-27 9 2 94 103