https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/trusci/issue/feed วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธนบุรี 2026-06-23T23:14:27+07:00 ดร.ฐิติพร กรัยวิเชียร journal-scitru@thonburi-u.ac.th Open Journal Systems <p>เพื่อเผยแพร่บทความวิจัย บทความวิชาการ ในด้านวิศวกรรมศาสตร์ ได้แก่ วิศวกรรมไฟฟ้า วิศวกรรมเครื่องกล วิศวกรรมโยธา วิศวกรรมอุตสาหการ วิศวกรรมคอมพิวเตอร์ วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม วิศวกรรมการผลิต วิศวกรรมวัสดุ วิศวกรรมเทคโนโลยีอุตสาหกรรม รวมทั้งสาขาอื่นๆที่เกี่ยวข้อง และในด้านวิทยาศาสตร์ได้แก่ สาขาวิชา คณิตศาสตร์ สถิติ ฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา วิทยาศาสตร์การอาหาร วิทยาศาสตร์ชีวภาพ วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม วิทยาการสารสนเทศ หรือวิทยาศาสตร์ประยุกต์ และสาขาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/trusci/article/view/4651 ชีววิทยาสังเคราะห์ : ความหมายและการประยุกต์ใช้ในประเทศไทย 2026-05-07T16:51:39+07:00 Warrapan Boonchai warrapan12.bo@gmail.com <p>ชีววิทยาสังเคราะห์เป็นการสร้างวงจรชีวภาพสังเคราะห์บนพลาสมิดซึ่งประกอบด้วย ชิ้นส่วนดีเอ็นเอหรือยีนที่สนใจรวมกับบริเวณโปรโมเตอร์ บริเวณที่เกี่ยวกับการจับของไรโบโซมแล้วก็นำเข้าสู่เซลล์เจ้าบ้าน กระบวนการชีววิทยาสังเคราะห์ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสิ่งมีชีวิตได้สองประเภทใหญ่ๆได้แก่ การสร้างสิ่งมีชีวิตด้วยการเพิ่มหรือลดจีโนมและการสร้างจุลินทรีย์ที่มีการดัดแปลงวิถีเมตาบอลิก เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ให้กับมนุษย์ โดยในบทความนี้กล่าวถึงความหมายกับการประยุกต์ใช้ชีววิทยาสังเคราะห์ด้านการแพทย์และชีววิทยาสังเคราะห์ในประเทศไทย </p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Warrapan Boonchai https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/trusci/article/view/4274 เงื่อนไขการหารลงตัวโดยพิจารณาจากเลขโดดของจำนวนเต็มบวก 2026-05-07T16:30:08+07:00 นิติภูมิ อัศวธิติสกุล nitiphoom.a@nrru.ac.th ญาณภัทร ทองร่อน yanapat.t@nrru.ac.th สุภัทรา เกิดมงคล supattra.k@nrru.ac.th นฤเบศ ลาภยิ่งยง narubet.l@nrru.ac.th กัญญาภัค ภัยแคล้ว kanyaphak.l@nrru.ac.th ศุกานดา ด่านกุลประเสริฐ Sukanda.d@msu.ac.th ภฤศรินทร์ ตั้งศิริดำรงค์ presarin.t@gmail.com อนาวิล จงอุ้มกลาง anawinchongaumklang@gmail.com <p>ในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยได้ศึกษาถึงเงื่อนไขจำเป็นและเพียงพอสำหรับจำนวนเต็มบวก <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;N" alt="equation" /><strong> </strong>ที่จะถูกหารด้วยจำนวนเต็มบวก <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;m&amp;space;" alt="equation" /><strong> </strong>ที่กำหนด เมื่อ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;N\geq&amp;space;m&amp;space;" alt="equation" /><strong> </strong>โดยเงื่อนไขดังกล่าวเกี่ยวข้องกับตัวเลขในแต่ละหลักของจำนวนเต็มบวก <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;N" alt="equation" /><strong> </strong>นอกจากนี้ได้ให้ตัวอย่างและบทแทรก เพื่อแสดงการประยุกต์ใช้เงื่อนไขเหล่านี้ ซึ่งในบางกรณีตัวอย่างและบทแทรกดังกล่าวได้แสดงให้เห็นว่าผลลัพธ์หลักของงานวิจัยนี้เป็นการขยายผลจากงานวิจัยก่อนหน้า</p> 2026-06-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 นิติภูมิ อัศวธิติสกุล, ญาณภัทร ทองร่อน, สุภัทรา เกิดมงคล, นฤเบศ ลาภยิ่งยง, กัญญาภัค ภัยแคล้ว, ศุกานดา ด่านกุลประเสริฐ, ภฤศรินทร์ ตั้งศิริดำรงค์, อนาวิล จงอุ้มกลาง https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/trusci/article/view/4664 การประเมินสมรรถนะเชิงความร้อนของปล่องสุริยะที่ใช้วัสดุห่อหุ้มแบบน้ำหนักเบา 2026-05-26T09:59:36+07:00 อาคม บุญปัญญา 6401436764007@ptu.ac.th อรุณยุพา บัวทรัพย์ arunyupa.b@ptu.ac.th เอกรัตน์ นภกานต์ akeratana@trums.thonburi-u.ac.th ศรีสุดา จันศิริ srisuda.j@ptu.ac.th ชัยพร สุภาหิตานุกุล chaiporn.s@ptu.ac.th ศุภประดิษฐ์ มาสงค์ supapradit.m@ptu.ac.th <p data-start="14" data-end="486">ปล่องสุริยะเป็นระบบระบายอากาศแบบพาสซีฟที่อาศัยการเปลี่ยนพลังงานรังสีอาทิตย์ให้เป็นแรงลอยตัวของอากาศ แม้ว่างานวิจัยก่อนหน้านี้ได้ศึกษาการปรับเหมาะเชิงเรขาคณิตอย่างกว้างขวาง แต่อิทธิพลของวัสดุห่อหุ้มน้ำหนักเบายังไม่ได้รับการประเมินเชิงปริมาณอย่างเพียงพอ งานวิจัยนี้ได้ประเมินสมรรถนะเชิงความร้อนของปล่องสุริยะที่ติดตั้งวัสดุน้ำหนักเบา 3 ชนิด ได้แก่ แผ่นคอมโพสิตแอโรเจล แผ่นโพลีคาร์บอเนตแบบผนังสองชั้น และแผ่นแซนด์วิชโฟมพอลิสไตรีนขยายตัว โดยดำเนินการทั้งเชิงทดลองและเชิงตัวเลข</p> <p data-start="488" data-end="746">ได้สร้างต้นแบบระดับห้องปฏิบัติการและทดสอบภายใต้สภาพอากาศภายนอกเขตร้อน ทำการบันทึกอุณหภูมิอากาศขาออก ความเร็วลมที่ช่องระบาย และค่าความเข้มรังสีอาทิตย์ แบบจำลองความร้อนเชิงพลวัตถูกพัฒนาด้วยภาษา ไพทอน และตรวจสอบความถูกต้องด้วยค่า <strong>ค่าความคลาดเคลื่อนร้อยละสัมบูรณ์เฉลี่ย&nbsp;</strong>ผลการทดลองพบว่าโครงสร้างที่ใช้แผ่นแอโรเจลให้ค่าเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิและประสิทธิภาพเชิงความร้อนสูงสุด โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนของการพยากรณ์อุณหภูมิต่ำกว่า 5% วัสดุโพลีคาร์บอเนตให้สมรรถนะอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่แผ่น EPS ให้ค่าการรับความร้อนต่ำที่สุด แบบจำลองเชิงตัวเลขที่ผ่านการตรวจสอบสามารถจำลองแนวโน้มผลการทดลองได้อย่างสอดคล้องในทุกกรณี</p> <p data-start="1085" data-end="1231" data-is-last-node="" data-is-only-node="">ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่าการเลือกใช้วัสดุน้ำหนักเบามีผลอย่างมีนัยสำคัญต่อประสิทธิภาพของปล่องสุริยะ และควรถูกพิจารณาเป็นตัวแปรหลักในการออกแบบระบบ</p> 2026-06-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อาคม บุญปัญญา, อรุณยุพา บัวทรัพย์, เอกรัตน์ นภกานต์, ศรีสุดา จันศิริ, ชัยพร สุภาหิตานุกุล, Supapradit Marsong https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/trusci/article/view/4113 กรอบแนวคิดเชิงระบบสำหรับการประยุกต์ใช้บล็อกเชนเพื่อความปลอดภัยและความโปร่งใสในการเทียบโอนผลการศึกษา 2025-11-10T15:06:29+07:00 ปฐมพงษ์ ฤกษ์สมุทร patompong.dm@thonburi-u.ac.th ธัญญรัตน์ น้อมพลกรัง thanyarat.n@fte.kmutnb.ac.th จิรพันธุ์ ศรีสมพันธุ์ jiraphan.s@fte.kmutnb.ac.th <p>ปัจจุบันระบบการจัดการผลการศึกษาและการเทียบโอนหน่วยกิตของสถาบันการศึกษาในประเทศไทยยังคง เผชิญความท้าทายด้านความล่าช้า การจัดการข้อมูลที่ซับซ้อน และความเสี่ยงต่อการปลอมแปลงเอกสาร ส่งผลกระทบ ต่อความน่าเชื่อถือในการดำเนินงาน การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรอบแนวคิดเชิงระบบสำหรับการบันทึกและ การเทียบโอนผลการศึกษาที่มีความโปร่งใส และปลอดภัย โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการรู้จำอักขระด้วยแสง (OCR), การประมวลผลภาษาธรรมชาติ (NLP) และบล็อกเชน (Blockchain) ร่วมกันในกระบวนการจัดการข้อมูลการศึกษา OCR ช่วยแปลงข้อมูลจากเอกสารหรือภาพเป็นข้อความดิจิทัลอย่างรวดเร็ว ขณะที่ NLP วิเคราะห์และจัดระเบียบข้อมูล เช่น รายวิชา เกรด และเนื้อหาหลักสูตร เพื่อสนับสนุนการเทียบโอนหน่วยกิตอย่างเป็นระบบ บล็อกเชนถูกนำมาใช้เพื่อจัดเก็บข้อมูลอย่างปลอดภัย ด้วยคุณสมบัติการกระจายศูนย์และป้องกันการแก้ไขข้อมูลโดยมิชอบ</p> <p> กรอบแนวคิดและสถาปัตยกรรมที่นำเสนอได้รับการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ 14 คน แบ่งออกเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ขั้นเตรียมการ (Preparation Phase) การพัฒนาเทคโนโลยีหลัก (Core Technology Development Phase) และขั้นการตรวจสอบและรับรองข้อมูล (Verification and Validation Phase) โดยคะแนนเฉลี่ยที่ได้รับในแต่ละระยะคือ 4.07, 4.10 และ 4.30 ตามลำดับ สะท้อนถึงความเชื่อมั่นในความแม่นยำ ความปลอดภัย และความสามารถของกรอบแนวคิด</p> <p> ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าสถาปัตยกรรมระบบที่นำเสนอสามารถยกระดับกระบวนการจัดการข้อมูลด้านการศึกษาได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในด้านความโปร่งใส ความปลอดภัย และการลดขั้นตอนการทำงาน อีกทั้งยังเป็นแนวทางเชิงประยุกต์ ที่สำคัญในการส่งเสริมให้สถาบันการศึกษาปรับตัวเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างเกิดประสิทธิผล</p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปฐมพงษ์ ฤกษ์สมุทร, ธัญญรัตน์ น้อมพลกรัง, จิรพันธุ์ ศรีสมพันธุ์ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/trusci/article/view/4446 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้เชิงลึกเพื่อสร้างเว็บแอปพลิเคชันสำหรับวิเคราะห์โรคในใบข้าวโพด 2025-12-26T08:42:23+07:00 อัศมเดช อินทชัย prechaporn23pp@gmail.com ธนิรัตน์ ยอดดำเนิน prechaporn23pp@gmail.com อนัน หยวกวัด prechaporn23pp@gmail.com ปรีชาภรณ์ ขันบุรี prechaporn23pp@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเว็บแอปพลิเคชันสำหรับการวิเคราะห์โรคในใบข้าวโพด โดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้เชิงลึกในลักษณะของ การตรวจจับวัตถุ (Object Detection) เพื่อระบุชนิดของโรคจากภาพถ่ายใบข้าวโพด ระบบที่พัฒนาขึ้นใช้สถาปัตยกรรม YOLOv11 สำหรับตรวจจับและจำแนกโรคในใบข้าวโพด 3 ชนิด ได้แก่ โรคราสนิมข้าวโพด โรคราน้ำค้าง และโรคใบไหม้ข้าวโพด ชุดข้อมูลที่ใช้ในการทดลองประกอบด้วยภาพใบข้าวโพดจำนวน 450 ภาพ โดยแบ่งข้อมูลสำหรับฝึกสอนและทดสอบโมเดลในอัตราส่วน 50:50 จาก Dataset มีขนาดจำกัดเน้นการนำไปใช้งานจริงมากกว่าต้องการความแม่นยำ เพื่อลดปัญหาการเกิด Overfitting ในส่วนการประเมินประสิทธิภาพของระบบใช้ตัวชี้วัด ได้แก่ Accuracy, Precision, Recall และ F1-Score</p> <p> ผลการทดลองพบว่าโมเดลสามารถตรวจจับและจำแนกโรคในใบข้าวโพดได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีค่าความแม่นยำเฉลี่ยอยู่ในระดับที่น่าพอใจ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้งานจริงผ่านเว็บแอปพลิเคชันได้แบบ Real-time งานวิจัยนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีการเรียนรู้เชิงลึกด้านการตรวจจับวัตถุในการสนับสนุนการวิเคราะห์โรคพืช และสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาเกษตรแม่นยำในอนาคตได้</p> 2026-06-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 อัศมเดช อินทชัย, ธนิรัตน์ ยอดดำเนิน, อนัน หยวกวัด, ปรีชาภรณ์ ขันบุรี https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/trusci/article/view/4266 การทำนายพฤติกรรมการอบแห้งกระชายขาวภายใต้สุญญากาศด้วยแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียม 2026-06-04T15:16:34+07:00 ภาณุศักดิ์ มูลศรี Warisaraporn.jo@rmuti.ac.th สัญชัย รำเพยพัด Warisaraporn.jo@rmuti.ac.th อภิเดช บุญเจือ Warisaraporn.jo@rmuti.ac.th อำพล พิชัยเชิด Warisaraporn.jo@rmuti.ac.th วิชชุพงษ์ วิบูลเจริญ Warisaraporn.jo@rmuti.ac.th ศรันย์ คัมภีร์ภัทร Warisaraporn.jo@rmuti.ac.th ไมตรี ธรรมมา Warisaraporn.jo@rmuti.ac.th วริศราภรณ์ จรโคกกรวด warisaraporn.jo@rmuti.ac.th <p>การอบแห้งเป็นกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยวที่มีความสำคัญต่อคุณภาพ ความปลอดภัย และอายุการเก็บรักษาของสมุนไพรและพืชสมุนไพร งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการพัฒนาแบบจำลองโครงข่ายประสาทเทียม (Artificial Neural Network: ANN) เพื่อทำนายพฤติกรรมการอบแห้งของกระชายขาว (Boesenbergia rotunda) ภายใต้สภาวะสุญญากาศ โดยได้ทำการทดลองอบแห้งที่ความดันสัมบูรณ์ 3 ระดับ (5, 10 และ 15 kPa) และความหนาตัวอย่าง 3 ระดับ (3, 5 และ 7 mm) โดยพิจารณาตัวแปรสำคัญ ได้แก่ ความชื้น (Moisture Content; MC) อัตราส่วนความชื้น (Moisture Ratio; MR) และอัตราการแห้ง (Drying Rate; DR) ผลการทดลองชี้ให้เห็นว่า การอบแห้งที่ความดันต่ำ 5 kPa ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคายน้ำ ทำให้ระยะเวลาอบแห้งสั้นที่สุด ในขณะที่ความดันที่สูงขึ้นส่งผลให้การคายน้ำช้าลง แบบจำลอง ANN ที่พัฒนาขึ้นมีโครงสร้างประกอบด้วย 2 ชั้นซ่อน (Hidden Layers) พร้อมกลไกการหยุดก่อนเวลา (Early Stopping) และการปรับอัตราการเรียนรู้ (Learning Rate Reduction) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ ผลการประเมินพบว่าแบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลการทดลองอย่างดีเยี่ยม โดยได้ค่า R<sup>2</sup> มากกว่า 0.98, ค่า RMSE ต่ำกว่า 0.03 และค่า MAPE อยู่ระหว่าง 3.8–10.9% แสดงให้เห็นถึงความน่าเชื่อถือและความสามารถของ ANN ในการทำนายพฤติกรรมการอบแห้งภายใต้สภาวะสุญญากาศได้อย่างแม่นยำ ดังนั้น การวิจัยครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของ ANN ในการประยุกต์ใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและควบคุมกระบวนการอบแห้งสุญญากาศของสมุนไพร ซึ่งมีประโยชน์ต่อการออกแบบระบบการอบในระดับอุตสาหกรรม การประหยัดพลังงาน และการคงคุณภาพของสมุนไพรที่มีคุณค่าทางยา</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ภาณุศักดิ์ มูลศรี, สัญชัย รำเพยพัด, อภิเดช บุญเจือ, อำพล พิชัยเชิด, วิชชุพงษ์ วิบูลเจริญ, ศรันย์ คัมภีร์ภัทร, ไมตรี ธรรมมา, วริศราภรณ์ จรโคกกรวด https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/trusci/article/view/4522 การพัฒนาสื่อเสียงสำหรับการเรียนรู้การใช้งาน Google Docs เพื่อผู้บกพร่องทางสายตา 2026-06-04T16:25:35+07:00 พุทธินันท์ นาคสุข puttinun.na@northbkk.ac.th คณารักษ์ ศรีสมบูรณ์ puttinun.na@northbkk.ac.th สรวิศ เฉลิมแสน puttinun.na@northbkk.ac.th <p>การวิจัยเรื่อง การพัฒนาสื่อเสียงสำหรับการเรียนรู้การใช้งาน Google Docs เพื่อผู้บกพร่องทางสายตามีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาสื่อเสียงที่พัฒนาขึ้นสำหรับการเรียนรู้การใช้งาน Google Docs เพื่อผู้บกพร่องทางสายตา 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้บกพร่องทางสายตาที่ใช้สื่อเสียงในการเรียนรู้การใช้งาน Google Docs กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักศึกษาผู้บกพร่องทางสายตา จำนวน 30 คน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบไปด้วย 1) สื่อเสียงพี่พัฒนาขึ้น 2) แบบประเมินประสิทธิภาพสื่อเสียงจากผู้เชี่ยวชาญ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อการใช้งานสื่อเสียงที่พัฒนาขึ้น</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาสื่อเสียงสำหรับการเรียนรู้การใช้งาน Google Docs เพื่อผู้บกพร่องทางสายตา ที่พัฒนาขึ้นมีประสิทธิภาพตามการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญ โดยมีค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> ) เท่ากับ 4.48 และมีส่วนเบี่ยงเบน (𝑆.𝐷.) เท่ากับ 0.60 และจากการวัดความพึงพอใจของผู้ใช้สื่อเสียงสำหรับการเรียนรู้การใช้งาน Google Docs เพื่อผู้บกพร่องทางสายตา พบว่ามีค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> ) เท่ากับ 4.44 และมีส่วนเบี่ยงเบน (𝑆.𝐷.) เท่ากับ 0.56 ซึ่งสามารถสรุปได้ว่า การพัฒนาสื่อเสียงสำหรับการเรียนรู้การใช้งาน Google Docs เพื่อผู้บกพร่องทางสายตา สามารถนำมาใช้ในการเรียนรู้การใช้งาน Google Docs เพื่อผู้บกพร่องทางสายตาได้ และยังช่วยทบทวนเนื้อหาได้ง่าย สะดวก รวดเร็วผ่านโทรศัพท์มือถือ คอมพิวเตอร์ หรือ แท็บเล็ตได้อีกด้วย</p> 2026-06-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 พุทธินันท์ นาคสุข, คณารักษ์ ศรีสมบูรณ์, สรวิศ เฉลิมแสน https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/trusci/article/view/4474 การวิเคราะห์ความเสียหายของถังต้มน้ำส้มสายชูหมักจากดอกมะพร้าวที่ระบุเป็นเหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 304 จากระบบเปลวไฟโดยตรง: กรณีศึกษาโรงงาน SME 2026-06-04T11:06:20+07:00 พิชา พันธุ์มงคล picha.p@windowslive.com เวทรินทร์ อธิจิระสิงห์ picha.p@thonburi-u.ac.th วิบูลย์ ประทุมรัตน์ picha.p@thonburi-u.ac.th กฤษณะ ภิลัยวรรณ์ picha.p@thonburi-u.ac.th เกริกขจร ถนัดรบ picha.p@thonburi-u.ac.th เขต บุราคร picha.p@thonburi-u.ac.th วิษณุ พึ่งขุนทด picha.p@thonburi-u.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะความเสียหายและกลไกที่เป็นไปได้ของการกัดกร่อนแบบรูเข็มบริเวณก้นถังต้มน้ำส้มสายชูหมักจากดอกมะพร้าวในโรงงานอาหารขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ซึ่งเกิดการรั่วซึมภายในระยะเวลาการใช้งานประมาณ 4 เดือน ถังดังกล่าวใช้ระบบให้ความร้อนแบบเปลวไฟสัมผัสก้นถังโดยตรงจากแก๊ส LPG การตรวจสอบดำเนินการตามแนวทางการวิเคราะห์ความเสียหาย โดยใช้การตรวจพินิจด้วยสายตา การประเมินการกระจายตัวของหลุมกัดกร่อนตามแนวทาง ASTM G46 การตรวจลักษณะสัณฐานของหลุม และการวิเคราะห์องค์ประกอบด้วย SEM-EDS ผลการศึกษาพบหลุมกัดกร่อนแบบรูเข็มกระจายตัวหนาแน่นบริเวณก้นถัง โดยพบหลุมขนาดใหญ่กว่า 3.0 มม. จำนวนมากในพื้นที่ที่สัมพันธ์กับตำแหน่งเปลวไฟ ผล SEM-EDS บ่งชี้ว่าปริมาณนิกเกิล (Ni) ในบริเวณที่ตรวจวัดอยู่ที่ประมาณ 6.49–6.84 wt.% ซึ่งต่ำกว่าช่วงองค์ประกอบที่กำหนดสำหรับเหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 304 ตาม ASTM A240/A240M โดยภาพรวม หลักฐานที่ตรวจพบสนับสนุนสมมติฐานว่าความเสียหายเกิดจากกลไกความเสียหายร่วมระหว่างการให้ความร้อนด้วยเปลวไฟโดยตรง การไม่มีท่อระบายก้นถังซึ่งทำให้เกิดของเหลวตกค้าง และสภาพแวดล้อมกรดอินทรีย์ที่อาจเกิดความเข้มข้นเฉพาะจุดจากการระเหยซ้ำ ภายหลังการวิเคราะห์และการปรับปรุงเชิงวิศวกรรม โรงงานได้เปลี่ยนวัสดุเป็นเหล็กกล้าไร้สนิมเกรด 316L ขณะที่ยังคงใช้ระบบให้ความร้อนแบบเปลวไฟโดยตรงตามข้อจำกัดของโรงงาน SME จากการติดตามผลภาคสนามประมาณ 1 ปี ยังไม่พบการรั่วซึมหรือความเสียหายซ้ำในลักษณะเดิม งานวิจัยจึงเสนอแนวทางปรับปรุงโดยพิจารณาเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสมกับสภาวะกรดอินทรีย์ เพิ่มระบบระบายก้นถัง ลดการตกค้างของของเหลว และกำหนดมาตรการตรวจสอบวัสดุก่อนใช้งาน ทั้งนี้ ข้อสรุปด้าน Root Cause ในงานนี้เป็นการวิเคราะห์จากหลักฐานที่มีอยู่และข้อมูลติดตามภาคสนาม ยังไม่ใช่การยืนยันเชิงทดลองโดยสมบูรณ์</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 พิชา พันธุ์มงคล, เวทรินทร์ อธิจิระสิงห์, วิบูลย์ ประทุมรัตน์, กฤษณะ ภิลัยวรรณ์, เกริกขจร ถนัดรบ, เขต บุราคร, วิษณุ พึ่งขุนทด https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/trusci/article/view/4513 The การพัฒนาระบบตรวจจับใบหน้าเพื่อแจ้งเตือนบุคคลต้องสงสัยผ่านระบบคลาวด์ โดยใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง 2026-06-22T14:54:43+07:00 จิรวิญญ์ ดีเจริญชิตพงศ์ jirawin.de@northbkk.ac.th พลวัฒน์ ต่อตระกูล ponlawat.to@northbkk.ac.th โกเมศ ศุภัคธัญญากิจ Gomez.ma@northbkk.ac.th ดุสิตา ปานสุวรรณ dusita.pa@northbkk.ac.th ลัดดา เทียนงาม ladda.thai@northbkk.ac.th <p>การพัฒนาระบบตรวจจับใบหน้าเพื่อแจ้งเตือนบุคคลต้องสงสัย ผ่านระบบคลาวด์ โดยใช้เทคโนโลยีอินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาระบบแจ้งเตือนผู้ต้องสงสัย 2) เพื่อพัฒนาระบบจัดเก็บบันทึกข้อมูลบุคคลต้องสงสัยไว้บนระบบ Cloud และ 3) เพื่อให้ระบบส่งข้อความแจ้งเตือนไปยังเจ้าของบ้านผ่านระบบ Line Notify หากตรวจพบบุคคลต้องสงสัย สำหรับการพัฒนาระบบนี้ มีการใช้อุปกรณ์ Raspberry Pi 3 Model B+ มาใช้สำหรับในการประมวลผล รวมทั้งควบคุมระบบ และใช้กล้องเว็บแคม Full HD Auto Focus Webcam A881 สำหรับถ่ายภาพบุคคลที่ต้องสงสัย ในการทำงานของระบบตรวจจับใบหน้า ระบบจะทำการตรวจจับใบหน้าของบุคคลที่เข้ามาในขอบเขตพื้นที่การทำงานของระบบ และส่งภาพใบหน้าบุคคลไปยัง Raspberry Pi เพื่อประมวลผลภาพเพื่อใช้สำหรับหาบุคคลที่ต้องสงสัย สำหรับภาษาที่ใช้สำหรับพัฒนาระบบนี้ได้ใช้ภาษา Python และใช้ Thonny Python IDE เป็นเครื่องมือสำหรับการพัฒนาและเขียนชุดคำสั่งเพื่อใช้สำหรับควบคุมการทำงานของระบบ</p> <p> ในการประเมินประสิทธิภาพได้ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านแบบสอบถามและแบบประเมิน โดยมีกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 ท่าน และผู้ใช้งานทั่วไป จำนวน 50 คน ที่อาศัยอยู่ในหมู่บ้านในชุมชนเขตสายไหม กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้มาโดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย หลังจากที่ได้พัฒนาระบบขึ้นมาเสร็จเรียบร้อยแล้ว ได้มีการประเมินประสิทธิภาพของต้นแบบ พบว่าผลการทดสอบประสิทธิภาพการทำนายของโมเดลมีความแม่นยำสูง โดยมีค่าความแม่นยำโดยรวม (Accuracy) เท่ากับ 98.74%, ค่าความแม่นยำในการทำนายผล (Precision) เท่ากับ 98.61% และค่าความครอบคลุมในการตรวจจับ (Recall) เท่ากับ 98.52% นอกจากนี้ ผลจากการประเมินประสิทธิภาพการทำงานของระบบจากความคิดเห็นของกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ ได้ค่าเฉลี่ย ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />) เท่ากับ 4.61 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.58 ซึ่งอยู่ในระดับดีมาก และสรุปผลทดสอบหาความพึงพอใจของกลุ่มผู้ใช้งาน ได้ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> ) เท่ากับ 4.57 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.60 ซึ่งอยู่ในระดับดีมากเช่นเดียวกัน สรุปผลการหาประสิทธิภาพของต้นแบบที่ได้พัฒนาขึ้น ได้ว่าระบบมีความแม่นยำสูง มีการตอบสนองต่อการใช้งานจริง และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการพัฒนาระบบอย่างสมบูรณ์</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 จิรวิญญ์ ดีเจริญชิตพงศ์, พลวัฒน์ ต่อตระกูล, โกเมศ ศุภัคธัญญากิจ, ดุสิตา ปานสุวรรณ, ลัดดา เทียนงาม