วารสาร มรภ.กพ. วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/smt <p> <strong>วารสาร มรภ.กพ. วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี</strong> <strong>(ISSN 2822-0196 (Print), ISSN 2822-020X (Online))</strong> ได้ถูกจัดทำขึ้นให้เป็นสื่อกลางในการรวบรวมและเผยแพร่ผลงานวิจัย ผลงานทางวิชาการ สำหรับนักวิชาการ นักวิจัย บุคลากรทางการศึกษา นักเรียน นักศึกษา ตลอดจนผู้ที่สนใจทั่วไป โดยไม่หวังผลกำไรในการดำเนินการต่างๆ เพื่อใช้ในการเพิ่มพูนองค์ความรู้และใช้เป็นผลงานทางวิชาการสำหรับผู้ที่สนใจในด้านวิชาการสาขาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี</p> <p><strong> รองศาสตราจารย์ ดร. ปรีชา ปัญญา</strong></p> <p><strong> หัวหน้าบรรณาธิการ</strong></p> <p> </p> <p>Copyright © คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชร</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ<strong>วารสาร มรภ.กพ. วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี</strong></p> <p>ข้อคิดเห็นใดๆ ที่ปรากฎในวารสารเป็นวรรณกรรมของผู้เขียนโดยเฉพาะ ซึ่งมหาวิทยาลัยราชภัฏกำแพงเพชรและบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย</p> smt.kpru@gmail.com (รองศาสตราจารย์ ดร. ปรีชา ปัญญา) prateep_p@kpru.ac.th (ประทีป เพ็ญแจ้ง) Tue, 30 Dec 2025 16:06:18 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 Modeling Tactical Free Energy and Shot Decision-Making in Professional Football Using Spatiotemporal Event Data https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/smt/article/view/4210 <p>This study proposes a physics-inspired framework for analyzing shooting decision-making in professional football through the concept of tactical free energy. Drawing on energy landscape theory from statistical mechanics, we model the tactical influence exerted by surrounding players on the ball as an abstract, configuration-dependent scalar field rather than a physical force. A derivative-based formulation is introduced to quantify the rate of change in tactical free energy around the ball, incorporating spatial factors such as distance to goal, shooting angle, opponent density, and tactical entropy representing decision variability.</p> <p>The framework is evaluated using open-source StatsBomb event and freeze-frame data. Due to the absence of continuous tracking information, temporal derivatives are approximated using discrete positional snapshots within a short pre-shot window. An exploratory empirical analysis of 20 open-play shots reveals a moderate negative correlation (Pearson r = −0.62) between the tactical free energy derivative and expected goals (xG), indicating that players tend to attempt shots during moments of decreasing tactical resistance. Spatial heatmap visualizations further show that successful shots are concentrated in regions characterized by lower tactical energy influence. These findings suggest that shooting decisions can be interpreted as transitions toward local minima in a tactical energy landscape. The proposed approach contributes to football analytics by introducing an energy-based interpretation of tactical decision-making, bridging concepts from statistical physics and spatiotemporal football data, and providing a reproducible application using publicly available datasets. While exploratory in nature, the framework demonstrates potential for extension to larger datasets and integration into predictive and decision-support systems.</p> Sarayut Pantian, Yamsuk Yamsuk ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มรภ.กพ. วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/smt/article/view/4210 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การคำนวณและเปรียบเทียบระยะทางการดึงลูกตุ้มนาฬิกาเคลื่อนที่แบบซิมเปิลเพนดูลัมภายใต้แรงภายนอกที่เป็นฟังก์ชันของเวลา https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/smt/article/view/3738 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคำนวณหาระยะห่างระหว่างลูกตุ้มนาฬิกามวล กับจุดสมดุล โดยใช้กฎการเคลื่อนที่นิวตันในระบบสภาวะสมดุล ใช้เทคนิคทางคณิตศาสตร์เรื่องอนุพันธ์ฟังก์ชัน เมื่อมวลของลูกตุ้มนาฬิกามีขนาดเป็น 0.10 0.15 0.20 และ 0.25 กิโลกรัม ความยาวของเส้นเชือก 1.0 เมตร แรงดึงเป็น และแรงดึง ระยะห่าง และระยะห่าง ผลจากการคำนวณแสดงให้เห็นว่าค่าระยะห่างระหว่างลูกตุ้มนาฬิกามวล กับจุดสมดุลแปรผันโดยตรงกับค่าความยาวเส้นเชือก แต่แปรผกผันกับค่าขนาดของมวลลูกตุ้มนาฬิกา</p> อาทิตย์ หู้เต็ม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มรภ.กพ. วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/smt/article/view/3738 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดพญาวานร จากตำบลดงมหาวัน อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/smt/article/view/4252 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและปริมาณสาระสำคัญในกลุ่มพอลีฟีนอลจาก สารสกัดหยาบของใบพญาวานร (<em>Pseuderatherum Platiferum</em>) ซึ่งเป็นพืชสมุนไพรพื้นบ้านที่ใช้ในการแพทย์ แผนไทย โดยทำการสกัดด้วยตัวทำละลายที่มีขั้วแตกต่างกัน 3 ชนิด ได้แก่ เอทานอล, เมทานอล และน้ำ เพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการสกัดสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพ การทดสอบฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ใช้การวิเคราะห์ เชิงคุณภาพด้วยวิธี 2,2-diphenyl-1-picrylhydrazyl (DPPH) Radical Scavenging Assay ซึ่งเป็นวิธีที่ได้รับ ความนิยมอย่างแพร่หลาย ส่วนการวิเคราะห์ปริมาณสารพอลีฟีนอลรวมใช้วิธี Folin-Ciocalteu และวัดค่าการดูดกลืนแสงด้วยเครื่องสเปกโทรโฟโตมิเตอร์ ผลการวิจัยพบว่าสารสกัดพญาวานรที่ได้จากตัวทำละลายทั้งสามชนิดมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ DPPH โดยสารสกัดด้วยเมทานอลแสดงฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระสูงสุด (ค่า IC<sub>50</sub> = 0.15±0.01 mg/ml) รองลงมาคือสารสกัดด้วยน้ำ (ค่า IC<sub>50</sub> = 0.18±0.01 mg/ml) และเอทานอล (ค่า IC<sub>50</sub> = 0.20±0.01 mg/ml) ตามลำดับ ซึ่งค่า IC<sub>50</sub> ที่ต่ำกว่าบ่งชี้ถึงประสิทธิภาพในการต้านอนุมูลอิสระที่สูงกว่าอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ผลการวิเคราะห์ปริมาณสารพอลีฟีนอลรวมแสดงให้เห็นว่าสารสกัดด้วยเมทานอลมีปริมาณพอลีฟีนอลสูงสุด (20.50±0.50 mg GAE/g สารสกัด) รองลงมาคือสารสกัดด้วยน้ำ (17.40±0.35 mg GAE/g สารสกัด) และเอทานอล (15.20±0.40 mg GAE/g สารสกัด) การวิจัยนี้สรุปได้ว่าฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของสารสกัดพญาวานรมีความสัมพันธ์โดยตรงกับปริมาณสารประกอบฟีนอลที่สกัดได้ ซึ่งชี้ให้เห็นว่าสารสกัดจากพญาวานรโดยเฉพาะอย่างยิ่งสารสกัดด้วย เมทานอลมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือยาจากสมุนไพรเพื่อใช้ในการป้องกันและรักษาโรค ที่เกี่ยวข้องกับอนุมูลอิสระ</p> บรรทด จอมสวรรค์, กิตติ ปวนปันวงค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มรภ.กพ. วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/smt/article/view/4252 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพเชื้อ Serratia nematodiphila Sd23 และ Bacillus siamensis Ks5 ในการควบคุมเชื้อ Bipolaris oryzae ที่เป็นสาเหตุโรคใบจุดสีน้ำตาลในข้าว https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/smt/article/view/3667 <p>เชื้อรา <em>Bipolaris oryzae</em> สาเหตุโรคใบจุดสีน้ำตาลในข้าว เป็นโรคชนิดหนึ่งที่ทำให้ผลผลิตข้าวลดลง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของเชื้อ<em> Serratia nematodiphila</em> Sd23 และ <em>Bacillus siamensis </em>Ks5 ในการควบคุมเชื้อ <em>Bipolaris oryzae</em> ประสิทธิภาพของสารสกัดหยาบ <em>Bacillus siamensis</em> Ks5 ต่อ <em>Bipolaris oryzae</em> DOAC 2464 และ <em>Bipolaris oryzae</em> TBRC 10586 ได้รับการทดสอบโดยใช้เทคนิค pour plate technique สารสกัดหยาบควบคุมโรคได้ 30.0% และ 32.1% ส่วนสารสกัดหยาบของเชื้อ<em> Serratia nematodiphila</em> Sd23 ไม่สามารถยับยั้งเชื้อ<em> Bipolaris oryzae </em>ได้เลย ประสิทธิภาพของผงชีวภัณฑ์ <em>Serratia nematodiphila</em> Sd23 และ <em>Bacillus siamensis</em> Ks5 ต่อ <em>Bipolaris oryzae</em> ได้รับการทดสอบโดยใช้เทคนิค dual culture bioassay ผงชีวภัณฑ์ควบคุมโรคได้ 8.8-14.8 % และ 40.4-32.8 % ตามลำดับ</p> สุวิชญา บัวชาติ, ภาวิณี ภู่ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มรภ.กพ. วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/smt/article/view/3667 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการดูแลผู้สูงอายุและบุคคลที่มีภาวะพึ่งพิง: กรณีศึกษาเทศบาลตำบลระหาน https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/smt/article/view/4253 <p>ประเทศไทยกำลังก้าวผ่านสู่การเป็น "สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์" ส่งสัญญาณถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการพัฒนาเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีประสิทธิภาพเพื่อสนับสนุนการดูแลผู้สูงอายุ โดยมีประชากรผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป) จำนวน 14.03 ล้านคน หรือกว่าร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด การเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้อัตราส่วนการพึ่งพิงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบสารสนเทศเพื่อการดูแลผู้สูงอายุและบุคคลที่มีภาวะพึ่งพิงสำหรับเทศบาลตำบลระหาน และ 2) ประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานต่อระบบที่พัฒนาขึ้น การพัฒนาระบบใช้แบบจำลองน้ำตก (Waterfall Model) โดยใช้ Vue.js สำหรับส่วนต่อประสานผู้ใช้ Express.js เป็นเฟรมเวิร์กระบบหลังบ้าน และ MySQL สำหรับฐานข้อมูล ระบบออกแบบแบบตอบสนอง (Responsive Web Design) รองรับผู้ใช้งาน 4 ประเภท ได้แก่ ผู้ดูแลระบบ (อาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น) แพทย์ นักบริบาล และผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง โมดูลหลักประกอบด้วย การจัดการข้อมูลบัญชีผู้ใช้ การจัดการข้อมูลการเยี่ยมบ้าน การจัดการแผนการดูแลรายบุคคล การประเมิน ADL การสร้างรายงาน PDF และการแจ้งเตือนแบบเรียลไทม์ผ่าน LINE Messaging API การศึกษาใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เพื่อคัดเลือกกลุ่มตัวอย่าง 50 คน ประกอบด้วย อาสาสมัครบริบาลท้องถิ่น 1 คน แพทย์ 1 คน นักบริบาล 2 คน ผู้สูงอายุที่มีภาวะพึ่งพิง 8 คน และญาติผู้ดูแล 38 คน การประเมินความพึงพอใจใช้แบบสอบถามมาตราส่วน 5 ระดับ ในด้านการทำงานตามฟังก์ชัน ความง่ายต่อการใช้งาน ความปลอดภัย และประโยชน์และความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบ t-test แบบอิสระ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญที่ α = 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้นสามารถดำเนินการได้ครบถ้วนตามที่ออกแบบและผ่านเกณฑ์การทดสอบทุกด้าน บุคลากรทางการแพทย์และเจ้าหน้าที่มีความพึงพอใจเฉลี่ย 4.31 (S.D. = 0.81) ผู้รับบริการมีความพึงพอใจเฉลี่ย 4.34 (S.D. = 0.65) และการประเมินการทำงานตามฟังก์ชันจากผู้ใช้งานทั้งหมดได้คะแนนเฉลี่ย 4.36 (S.D. = 0.75) ซึ่งแสดงระดับความพึงพอใจสูง การทดสอบ t-test แบบอิสระ แสดงว่าไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระหว่างความพึงพอใจของทั้งสองกลุ่ม (p &gt; 0.05) ระบบสามารถลดการซ้ำซ้อนของข้อมูล เพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน อำนวยความสะดวกในการเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ และเสริมสร้างความมั่นใจให้กับญาติผู้ดูแลในการติดตามสถานะการดูแลผู้สูงอายุ การเข้าถึงผ่านอุปกรณ์มือถือช่วยให้สามารถติดตามและบันทึกข้อมูลได้ทุกสถานที่ การวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่าการพัฒนาระบบสารสนเทศสำหรับการดูแลผู้สูงอายุในระดับชุมชนเป็นไปได้และมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการบูรณาการเทคโนโลยี LINE API ที่คุ้นเคยกับผู้ใช้งาน ระบบสามารถขยายผลไปยังชุมชนอื่น และเป็นส่วนประกอบที่มีคุณค่าในการเตรียมความพร้อมของประเทศไทยสำหรับการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์</p> สุรินทร์ เพชรไทย, รัชชานนท์ พฤฒิโชต, กีรศักดิ์ พะยะ, ยุติธรรม ปรมะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มรภ.กพ. วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/smt/article/view/4253 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การผลิตและคุณค่าทางอาหารของถั่วเน่าที่ผลิตตามภูมิปัญญาของชุมชนบ้านห้วยขม ตำบลแม่ยาว อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/smt/article/view/4170 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการผลิตและคุณค่าทางอาหารของถั่วเน่าตามภูมิปัญญาดั้งเดิมของชุมชนบ้านห้วยขม จังหวัดเชียงราย และเพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพการผลิตโดยใช้กล้าเชื้อบริสุทธิ์ การวิจัยดำเนินการโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมกับผู้ผลิต 3 ครัวเรือน เพื่อศึกษากระบวนการผลิตแบบดั้งเดิม เก็บตัวอย่างผลิตภัณฑ์เพื่อวิเคราะห์คุณค่าทางโภชนาการ นอกจากนี้ได้ทำการแยกเชื้อจุลินทรีย์จากถั่วเน่าดั้งเดิมเพื่อผลิตเป็นกล้าเชื้อ ทดลองนำกล้าเชื้อไปใช้ในการผลิตจริงโดยชุมชนพบว่ากระบวนการผลิตถั่วเน่าแบบดั้งเดิมมีขั้นตอนหลักร่วมกัน คือ การแช่ การต้ม และการบ่มหมัก ซึ่งสะท้อนถึง ภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมา ถั่วเน่าแข็บที่ผลิตตามภูมิปัญญาท้องถิ่นมีปริมาณโปรตีนสูงเฉลี่ยระหว่าง 38.52% – 43.39% แต่มีความแตกต่างกันของลักษณะโดยทั่วไปของแผ่นถั่วเน่า สี และกลิ่นของผู้ผลิตแต่ละราย งานวิจัยสามารถแยกเชื้อแบคทีเรียสกุล Bacillus ซึ่งเป็นจุลินทรีย์หลักในการหมักและพัฒนาเป็นกล้าเชื้อชนิดผงได้สำเร็จ การทดลองผลิตถั่วเน่าโดยใช้กล้าเชื้อที่พัฒนาขึ้น พบว่าสามารถควบคุมกระบวนการหมักได้ดีขึ้น ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์สุดท้ายมีคุณภาพสม่ำเสมอและมีปริมาณโปรตีนสูงถึง 45.98% ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการผสมผสานภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับเทคโนโลยีชีวภาพผ่านการใช้กล้าเชื้อ เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการยกระดับมาตรฐานและความปลอดภัยของผลิตภัณฑ์ถั่วเน่า ซึ่งเป็นการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและส่งเสริมเศรษฐกิจของชุมชนไปพร้อมกัน</p> ประเสริฐ ไวยะกา, สุนทรี กรโอชาเลิศ, วาสนา แก้วโพธิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มรภ.กพ. วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/smt/article/view/4170 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลิตภัณฑ์ต้นแบบข้าวพองเพื่อสุขภาพ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/smt/article/view/3592 <p>การวิจัยการพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อสุขภาพมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาข้าวพองต้นแบบให้มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดีและเป็นอาหารเพื่อสุขภาพ โดยศึกษาสายพันธุ์ข้าวต่ออัตราการพองตัวของข้าว และศึกษาสัดส่วนและส่วนประกอบที่เหมาะสมของผลิตภัณฑ์ข้าวพองเพื่อสุขภาพ ผลการศึกษาพบว่า สายพันธุ์ข้าวมีผลต่ออัตราการพองตัวของข้าวและความชื้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p&lt;0.05</em>) โดยอัตราการพองตัวของข้าวเหนียวพันธุ์ กข6 มีค่าสูงที่สุด เท่ากับร้อยละ 260.17 และมีค่าความชื้นเท่ากับ ร้อยละ 5.98 และจากการศึกษาสัดส่วนและส่วนประกอบที่เหมาะสมของข้าวพองเพื่อสุขภาพ พบว่า สัดส่วนของข้าวพอง ผงถั่วเหลือง และผงฟักทองมีผลต่อการยอมรับทางประสาทสัมผัส และองค์ประกอบทางเคมีของข้าวพองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (<em>p&lt;0.05</em>) โดยข้าวพองเพื่อสุขภาพที่ประกอบด้วยอัตราส่วนข้าวพอง ไข่ขาว น้ำ น้ำตาล เกลือ และผงถั่วเหลือง ไม่มีส่วนผสมผงฝักทอง ในปริมาณร้อยละ 66.7, 14.8, 1.8, 8.9, 0.4 และ 7.5 โดยน้ำหนัก ตามลำดับ ได้รับคะแนนการความชอบรวมสูงที่สุด เท่ากับ 8.24 ซึ่งอยู่ในความชอบระดับมาก ผลิตภัณฑ์มีปริมาณเถ้า โปรตีน ไขมัน เส้นใยอาหาร และคาร์โบไฮเดรต เท่ากับร้อยละ 1.78, 10.75, 1.62, 0.50, 81.87 โดยน้ำหนักตามลำดับ มีความชื้นเท่ากับร้อยละ 3.48 และค่าปริมาณน้ำอิสระ เท่ากับ 0.22 ข้าวพองเพื่อสุขภาพที่ได้มีคุณค่าทางโภชนาการที่ดี มีปริมาณโปรตีน เส้นใยอาหาร และแร่ธาตุสูงขึ้นจากไข่ขาวและผงถั่วเหลือง และมีปริมาณไขมันต่ำกว่าข้าวพองที่ได้จากการทอดประมาณ 10 เท่า เมื่อเปรียบเทียบกับข้าวแต๋นพองกรอบด้วยการทอดในน้ำมัน</p> นุกุล อินทกูล, เจษฎา ใจดี, ภัทราวรรณ์ จันธิมา, น้ำทิพย์ เรืองดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มรภ.กพ. วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/smt/article/view/3592 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาแคลคูลัส 1 เรื่อง การประยุกต์อนุพันธ์ ของนักศึกษาสาขาวิชาคณิตศาสตร์ โดยวิธีการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/smt/article/view/4121 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาแคลคูลัส 1 เรื่อง การประยุกต์อนุพันธ์ ของนักศึกษาสาขาวิชาคณิตศาสตร์ชั้นปีที่ 1 โดยวิธีการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) ก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือนักศึกษาสาขาวิชาคณิตศาสตร์ชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากนักศึกษา 20 คนแรกที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาแคลคูลัส 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาแคลคูลัส 1 เรื่อง การประยุกต์อนุพันธ์ จำนวน 2 คาบ คาบเรียนละ 3 ชั่วโมง โดยวิธีการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน 2) ชุดสื่อการเรียนรู้และแหล่งเรียนรู้ออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นเฉพาะสำหรับบทเรียนและชุดคำถามสะท้อนความเข้าใจหลังการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง การประยุกต์อนุพันธ์ เป็นแบบทดสอบอัตนัย จำนวน 5 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า นักศึกษาสาขาวิชาคณิตศาสตร์ ชั้นปีที่ 1 คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี ที่เรียนรู้โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน (Flipped Classroom) มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในหัวข้อ การประยุกต์อนุพันธ์ ก่อนเรียนเฉลี่ยร้อยละ 26.5 และหลังเรียนเฉลี่ยร้อยละ 84 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบห้องเรียนกลับด้านส่งผลให้นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน</p> สุดาภรณ์ ภู่แพร, หฤทัย ทองพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มรภ.กพ. วิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยี https://creativecommons.org/licenses/by-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/smt/article/view/4121 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700