https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/scicru/issue/feed วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม 2025-12-23T16:32:49+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สิริทิพ วะศินรัตน์ sirithip.w@chandra.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิชาการ วิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม<br /></strong><strong>Science Journal, Chandrakasem Rajabhat University</strong></p> <p><strong>ISSN 2697-4584 (online)</strong></p> <p>วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม ดูแลโดยคณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฎจันทรเกษม จัดทำขึ้นพื่อเผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รวมทั้งในรูปแบบ<strong>บทความวิจัยและวิชาการ</strong> <strong>ทั้งภาษาไทยภาษาอังกฤษ</strong> ที่จะต้อง<strong>ไม่เคยเผยแพร่ในวารสารอื่น</strong>มาก่อนและต้อง<strong>ไม่อยู่ในระหว่างการพิจารณาเพื่อลงวารสารอื่น ๆ</strong> กลุ่มเป้าหมายคือ อาจารย์ นักศึกษา และนักวิจัยจากสถาบันการศึกษา และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยบทความที่ได้รับการตีพิมพ์จะถูกพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ท่าน จากหลากหลายสถาบัน</p> <p>วารสารมีกำหนด<strong>ตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ</strong></p> <ul> <li data-start="991" data-end="1022"> <p><strong>ฉบับที่ 1</strong> เดือนมกราคม-มิถุนายน</p> </li> <li data-start="991" data-end="1022"><strong>ฉบับที่ 2</strong> เดือนกรกฎาคม-ธันวาคม</li> </ul> <p>ผู้ส่งผลงานตีพิมพ์บทความเพื่อเข้าสู่กระบวนการตีพิมพ์เผยแพร่ได้ <strong>โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย</strong></p> https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/scicru/article/view/4538 บรรณาธิการแถลง 2025-12-23T16:25:13+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร. อำนาจ สวัสดิ์นะที science.cru.journal@chandra.ac.th <p>วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม (Science Journal Chandrakasem Faculty of Science Chandrakasem Rajabhat University) ซึ่งฉบับนี้เป็นปีที่ 35 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2568 <br>โดยวารสารฉบับนี้ประกอบด้วยบทความวิจัยทั้งสิ้น 8 เรื่อง และทุกบทความได้รับการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 3 ท่าน</p> <p>โดยวารสารวิชาการวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษมออนไลน์ใช้ระบบ ThaiJO 2.0 มีหมายเลข ISSN (Online) คือ 2697-4584 และวารสารเป็นเล่ม มี ISSN (Print) คือ 1685-0491 ซึ่งวารสารมีกำหนดออกปีละ 2 ฉบับ (ฉบับที่ 1: มกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2: กรกฎาคม – ธันวาคม) วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม เผยแพร่ผลงานทางวิชาการด้านวิทยาศาสตร์ ของอาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษา และบุคคลทั่วไปที่สนใจ จากสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งบทความวิจัยและบทความวิชาการ ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารวิชาการวิทยาศาสตร์มุ่งมั่นที่จะปรับระดับคุณภาพของวารสารให้พร้อมที่จะเข้าสู่การประเมินคุณภาพวารสารในฐาน TCI ที่สูงขึ้นต่อไป</p> <p>กองบรรณาธิการวารสารขอขอบคุณผู้นิพนธ์บทความทุกท่านที่ให้ความไว้วางใจในการส่งบทความ จำนวน<br>8 บทความ (บทความภายใน 1 บทความ และบทความภายนอก 7 บทความ) เพื่อตีพิมพ์ในวารสารฯ ปีที่ 35 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2568 กองบรรณาธิการฯ ขอบพระคุณผู้ทรงคุณวุฒิทุกท่านที่กรุณาสละเวลาในการตรวจสอบคุณภาพของบทความและให้คำแนะนำที่เป็นประโยชน์ยิ่ง สุดท้าย ขอขอบคุณ ทีมงานที่เกี่ยวข้องทุกคนที่ทำให้รูปเล่มของวารสารให้มีความสมบูรณ์</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/scicru/article/view/3180 ผลของการฝึกบันไดลิงแบบหนักสลับเบาที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาฟุตซอลหญิง กรณีศึกษา: มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุโขทัย 2024-08-26T11:02:09+07:00 ตรีเทพ ประจันตเสน rattaveeo@nu.ac.th ภูฟ้า เสวกพันธ์ rattaveeo@nu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการฝึกบันไดลิงแบบหนักสลับเบา ที่มีต่อความคล่องแคล่วว่องไวในนักกีฬาฟุตซอลหญิง มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุโขทัย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักกีฬาฟุตซอลหญิง มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตสุโขทัย จำนวน 20 คน แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มควบคุมทำการฝึกฟุตซอลโปรแกรมปกติ และกลุ่มทดลองทำการฝึกฟุตซอลโปรแกรมปกติ ร่วมกับฝึกวิ่งเคลื่อนที่ด้วยบันไดลิงแบบหนักสลับเบาที่ความหนัก 90-95 เปอร์เซ็นต์ของชีพจรสูงสุด โดยมีท่าทั้งหมดจำนวน 10 ท่า ท่าละ 15 วินาที ระยะเวลาในการพัก 15 วินาที ท่าละ 2 เที่ยว รวมทั้งหมด 20 เที่ยว ต่อ 1 วัน และทำการฝึก 2 วันต่อสัปดาห์ ในวันจันทร์และพฤหัสบดี เป็นเวลา 8 สัปดาห์ ทำการทดสอบ ความคล่องแคล่วว่องไวด้วยแบบทดสอบ SEMO test และ FAF’s Slalom test วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน Dependent sample t-test และ Independent sample t-test ผลการวิจัย พบว่าภายหลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีความคล่องแคล่วว่องไวดีขึ้นจากก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ส่วนกลุ่มควบคุมไม่พบความแตกต่างกัน และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม ภายหลังการฝึกในสัปดาห์ที่ 8 พบว่า กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีความคล่องแคล่วว่องไวแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จึงสรุปได้ว่า การฝึกการเคลื่อนที่ด้วยบันไดลิง สามารถช่วยพัฒนาความคล่องแคล่วว่องไว และความสัมพันธ์ของระบบประสาทและกล้ามเนื้อในนักกีฬาฟุตซอลได้</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/scicru/article/view/3958 การศึกษาการก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดมะแขว่นด้วยวิธีทดสอบเอมส์ 2025-05-23T08:51:26+07:00 วิจิตรา สุดห่วง taewkalua@gmail.com สุจริต อุ่นกาศ taewkalua@gmail.com ปัถยา ศิรินันท์ธนานนท์ taewkalua@gmail.com พราว ศุภจริยาวัตร taewkalua@gmail.com พรชัย สินเจริญโภไคย taewkalua@gmail.com ศรายุธ ระดาพงษ์ taewkalua@gmail.com ศักดิ์วิชัย อ่อนทอง taewkalua@gmail.com <p>มะแขว่น (<em>Zanthoxylum myriacanthum</em> Wall. ex Hook.f.) เป็นพืชสมุนไพรที่มีการใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายในภาคเหนือของประเทศไทยทั้งในด้านอาหารและการแพทย์แผนไทย โดยมีฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาหลากหลาย เช่น ต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา รวมถึงการนำไปพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ แต่ข้อมูลด้านความปลอดภัยของสารสกัดมะแขว่น ยังมีจำกัด ดังนั้น งานวิจัยนี้จึงศึกษาการก่อกลายพันธุ์ของสารสกัดมะแขว่นด้วยวิธีทดสอบเอมส์ ทั้งในสภาวะที่มีและไม่มีเอนไซม์ S9 กระตุ้น โดยใช้เชื้อแบคทีเรีย <em>Salmonella typhimurium</em> 4 สายพันธุ์ ได้แก่ TA98, TA100, TA1535, TA1537 และ <em>Escherichia coli </em>สายพันธุ์ WP2 <em>uv</em>rA ผลการทดลองพบว่า สารสกัดมะแขว่นไม่เกิดการก่อกลายพันธุ์ ชี้ให้เห็นว่าสารสกัดมะแขว่นมีความปลอดภัยในระดับหนึ่ง หากมีการนำสารสกัดมะแขว่นไปพัฒนาเป็นยาหรือผลิตภัณฑ์จำเป็นต้องศึกษาในเชิงลึกต่อไปเพื่อให้มีความปลอดภัยและน่าเชื่อถือมากขึ้น</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/scicru/article/view/3711 การเปลี่ยนรูปทรงวัสดุพลาสติกโพลีเอทิลีนเพื่อออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ประณีตศิลป์ แก่วิสาหกิจชุมชนสตรีจ้าวภูผา 2025-03-24T09:02:01+07:00 สุภารีย์ เถาว์วงศ์ษา suparee@go.buu.ac.th <p>งานวิจัยนี้เกิดขึ้นจากความต้องการแก้ไขปัญหา การนำของเหลือใช้ในกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสตรีจ้าวภูผากลับมาใช้ประโยชน์ คือ ชิ้นส่วนของตาข่ายพลาสติกโพลีเอทิลีน เป็นวิจัยที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาช่วงความร้อนที่เหมาะสมต่อการเปลี่ยนแปลงรูปร่างวัสดุโพลีเอทิลีน ในการขึ้นโครงสร้างผลิตภัณฑ์รูปทรงนูนต่ำ รูปทรงนูนสูง และลอยตัว เพื่อเพิ่มมูลค่าให้กับวัสดุโพลีเอทิลีน ทำการทดลองโดยนำวัสดุพลาสติกโพลีเอทิลีนเข้าเตาอบที่อุณหภูมิ 100-150 องศาเซลเซียส ใช้ระยะเวลา 1-10 นาทีตามลำดับ พร้อมกับทดสอบความสามารถในการขึ้นรูปชิ้นงานในรูปทรงนูนต่ำ รูปทรงนูนสูง และลอยตัว ผลการทดลองพบว่าอุณหภูมิที่เหมาะสมต่อการขึ้นรูปชิ้นงานคือ 110-120 องศาเซลเซียส ใช้ระยะเวลา 3-5 นาที โดยวัสดุพลาสติกโพลีเอทิลีนสามารถขึ้นรูป ในรูปทรงนูนต่ำตามแม่พิมพ์กระเบื้องได้เป็นอย่างดี จึงนำไปสู่การออกแบบต้นแบบผลิตภัณฑ์ประณีตศิลป์เพื่อเพิ่มมูลค่าของเหลือใช้ พร้อมนำเสนอตัวอย่างการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ประณีตศิลป์จากวัสดุโพลีเอทิลีนรูปทรงนูนต่ำไว้ในข้อเสนอแนะ</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/scicru/article/view/3840 ผลลัพธ์โปรแกรมการออกกำลังกายผู้ป่วยผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในโรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช 2025-05-20T10:25:45+07:00 วิทวัส รัตนายน nice8145@gmail.com <p>ปัจจุบันผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม มักได้รับการรักษาโดยการเปลี่ยนข้อเข่าเทียม และถูกจำหน่ายออกจากโรงพยาบาลภายใน 1-2 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาฟื้นฟูที่สั้น อาจส่งผลให้เกิดปัญหาต่อเนื่อง เช่น อาการปวดและการเคลื่อนไหวที่จำกัด งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อติดตามผลโปรแกรมการฟื้นฟูของผู้ป่วยภายหลังผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียมในเรื่ององศาการเคลื่อนไหว อาการปวดและความสามารถในการใช้งานข้อเข่า โดยวิธีการเป็นวิจัยกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดียววัดซ้ำ 4 ครั้ง ในผู้ป่วยที่ได้รับการผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่าเทียม ณ หอผู้ป่วยศัลยกรรมกระดูก โรงพยาบาลพระนารายณ์มหาราช จำนวน 54 ราย ระหว่างเดือนเมษายนถึงกันยายน 2567 เก็บข้อมูลด้วยแบบประเมินระดับความรุนแรงของโรคข้อเข่าเสื่อม (Oxford Knee Score) แบบวัดระดับความเจ็บปวด (Visual Analog Scale) และการวัดองศาการเคลื่อนไหวของข้อเข่า (Universal Goniometer) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวชนิดวัดซ้ำ ผลการศึกษา ดังนี้ กลุ่มตัวอย่างมีอายุเฉลี่ย 64.42±7.45 ปี ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 88.89) องศาการงอข้อเข่าลดลงจาก 96.79±13.24 องศาเหลือ 62.59±9.10 องศาในช่วงหลังผ่าตัดขณะนอนโรงพยาบาล และเพิ่มขึ้นเป็น 97.96±10.07 องศาเมื่อครบ 3 เดือน องศาการเหยียดข้อเข่าเพิ่มขึ้นชั่วคราวจาก 14.72±8.76 องศาเป็น 27.12±6.84 องศาในช่วงหลังผ่าตัดขณะนอนโรงพยาบาลและดีขึ้นเป็น 11.31±6.10 องศาที่ 3 เดือน ระดับความเจ็บปวดเพิ่มขึ้นจาก 5.42±1.63 เป็น 5.77±1.51 ในช่วงหลังผ่าตัดขณะนอนโรงพยาบาล และลดลงต่อเนื่องเหลือ 1.87±1.08 ที่ 3 เดือน คะแนน Oxford Knee Score แสดงการฟื้นตัวที่ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกช่วงเวลา (p&lt;.005) โดยที่ 3 เดือนหลังผ่าตัดมีระดับความรุนแรงลดลงมากที่สุดเมื่อเทียบกับก่อนผ่าตัด</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/scicru/article/view/3943 ประสิทธิภาพของน้ำหมักชีวภาพยูเรีย มูลวัว และ มูลแพะที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของผักคะน้าฮ่องกง 2025-06-27T10:46:02+07:00 อุดมศักดิ์ ผ่องศรี a.rawee78@gmail.com กฤตนัย ทองโอฬาร a.rawee78@gmail.com โกเมนทร์ บุญเจือ a.rawee78@gmail.com <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิภาพของน้ำหมักชีวภาพชนิดต่าง ๆ ที่มีต่อการเจริญเติบโตของผักคะน้าฮ่องกง (Brassica alboglabra) ที่ปลูกในกระถาง โดยใช้แผนการทดลองแบบสุ่มสมบูรณ์ (Completely Randomized Design: CRD) จำนวน 4 กรรมวิธี ได้แก่ กรรมวิธีที่ 1 น้ำเปล่าเป็นชุดควบคุม กรรมวิธีที่ 2 น้ำหมักชีวภาพจากยูเรีย กรรมวิธีที่ 3 น้ำหมักชีวภาพจากมูลวัว และกรรมวิธีที่ 4 น้ำหมักชีวภาพจากมูลแพะ โดยแต่ละกรรมวิธีใช้อัตราน้ำหมักชีวภาพ 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ผลการทดลองพบว่า กรรมวิธีที่ 3 ซึ่งใช้น้ำหมักชีวภาพจากมูลวัว ให้ผลผลิตน้ำหนักสดรวมรากสูงสุดเฉลี่ย 21.25 กรัม และน้ำหนักสดของต้นเฉลี่ย 14.25 กรัม ในขณะที่กรรมวิธีที่ 2 ให้จำนวนใบเฉลี่ยมากที่สุด คือ 9.96 ใบต่อหนึ่งต้น สำหรับกรรมวิธีที่ 4 พบว่ามีขนาดความกว้างของทรงพุ่ม และความสูงของต้นดีที่สุดโดยมีค่าเฉลี่ย 12.36 เซนติเมตร และ 14.36 เซนติเมตร ตามลำดับ ส่วนน้ำเปล่าชุดควบคุม ให้ผลการเจริญเติบโตต่ำสุดในทุกตัวชี้วัด ได้แก่ จำนวนใบเฉลี่ย 8.19 ใบ ความกว้างของทรงพุ่ม 11.32 เซนติเมตร ความสูงต้น 12.32 เซนติเมตร น้ำหนักสดรวมราก 15.90 กรัม และน้ำหนักสดของต้น 10.18 กรัม การวิเคราะห์ทางสถิติ พบว่าความกว้างของทรงพุ่ม และความสูงของต้นมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P&lt;0.05) แสดงให้เห็นว่าชนิดของน้ำหมักชีวภาพมีผลต่อคุณลักษณะการเจริญเติบโตบางประการของผักคะน้าฮ่องกงอย่างชัดเจน</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/scicru/article/view/4102 ผลของอัตราส่วนผสมระหว่างไม้และพลาสติกต่อสมบัติทางกายภาพและเชิงกลของวัสดุผสมไม้และพลาสติก 2025-07-22T10:12:22+07:00 ฐิติพงษ์ อุ่นใจ thitipong.u@ubru.ac.th สุนิดา ทองโท sunida.t@ubru.ac.th อดุลย์ จรรยาเลิศอดุลย์ adun.j@ubu.ac.th <p style="font-weight: 400;">โครงการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาวัสดุผสมระหว่างพลาสติก HDPE และเศษไม้ย่อยหรือขี้เลื่อย เพื่อพัฒนาวัสดุผสมจากวัสดุเหลือใช้ โดยใช้วัตถุดิบที่มีขนาดตั้งแต่ 0.2 ถึง 7.0 มิลลิเมตร ที่อัตราส่วน 20-50 wt% มาผสมและอบหลอมที่อุณหภูมิ 185°C เป็นระยะเวลา 20 นาที ปล่อยให้เย็นตัวเป็นระยะเวลา 40 นาที ตามชนิดและอัตราส่วนผสม จากนั้นนำมาทดสอบสมบัติทางกายภาพและสมบัติเชิงกล ผลการทดสอบทดสอบความหนาแน่นสัมพัทธ์แสดงให้เห็นว่าความหนาแน่นของวัสดุผสมเพิ่มขึ้นตามอัตราส่วนของไม้ต่อพลาสติกที่เพิ่มขึ้น และวัสดุผสมที่ใช้เศษไม้ย่อยมีความหนาแน่นสูงกว่าวัสดุผสมที่ใช้ขี้เลื่อยในทุกอัตราส่วนของไม้ต่อพลาสติก ผลการทดสอบการดูดซึมน้ำพบว่าการดูดซึมน้ำของวัสดุผสมมีค่าตั้งแต่ 4.34-34.25% เพิ่มขึ้นตามอัตราส่วนของไม้ต่อพลาสติกที่เพิ่มขึ้น ผลการทดสอบความต้านทานแรงดึงแสดงให้เห็นว่าที่อัตราส่วน 20 wt% ขี้เลื่อยมีความต้านทานแรงดึงสูงสุดเฉลี่ย 16.70 MPa การทดสอบความต้านทานแรงอัดของวัสดุผสมไม่แสดงแนวโน้มที่ชัดเจนตามอัตราส่วนของไม้ต่อพลาสติกที่เปลี่ยนแปลง 13.83-16.67 MPa และผลทดสอบความต้านทานแรงดัด แสดงให้เห็นได้ว่าความต้านทานแรงดัดของวัสดุผสมลดลงตามอัตราส่วนของไม้ต่อพลาสติกที่เพิ่มขึ้น และเมื่อนำพลาสติกผสมมาขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต้นแบบ 3 ประเภท ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ชนิดรับแรง ผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายในอาคาร และผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายนอกอาคาร พบว่า พลาสติกผสมเหมาะสำหรับนำมาใช้ในการขึ้นรูปเป็นผลิตภัณฑ์สำหรับใช้ภายในและภายนอกอาคาร แต่สำหรับการนำมาขึ้นรูปเป็นวัสดุรับแรงยังไม่มีความเหมาะสมมากนัก อาจต้องมีการปรับอัตราส่วนผสมหรือกระบวนการผลิตให้มีความเหมาะสมมากยิ่งขึ้น</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/scicru/article/view/4105 GradFace: Attendance Registration System Using Face Recognition for The Graduate School, Kasetsart University 2025-07-22T14:34:26+07:00 Sarach Tuomchomtam sarach.t@ku.th Suttipong Meuntaboot suttipong.me@ku.th Passapong Jittavanit fgrappj@ku.ac.th Sornchai Laksanapeeti sornchai.la@ku.th <p>Traditional attendance methods at The Graduate School, Kasetsart University can be time-consuming and susceptible to errors, while barcode systems have hardware needs and are susceptible to impersonation. To address these issues, we propose GradFace, an automated attendance system utilizing computer vision. GradFace uses a Gradio interface, employs the YOLOv11n-face model for real-time face detection, and leverages AWS Rekognition for accurate face identification. The system supports indexing faces from images linked to existing data and facilitates live registration via webcam. Experimental deployment during university events demonstrated stable performance and accurate face recognition across varied conditions (e.g., glasses, hairstyles, image quality), and positive feedback regarding convenience from 273 attendees. While network dependency and hardware requirements were noted as areas for improvement, GradFace successfully streamlined the registration process, generating attendance records and timestamped images with a latency of 1-2 seconds. Future work aims to enhance scalability, improve data management, explore local recognition.</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/scicru/article/view/4115 การเปรียบเทียบประสิทธิภาพของระบบกู้คืนกุญแจลับแบบหลายเอเจนต์ที่ไม่อาศัยศูนย์กลาง ระหว่าง IHADM-KRS และ SSDM-KRS 2025-07-16T12:04:13+07:00 กนกวรรณ กันยะมี kanokwan@uru.ac.th จำรูญ จันทร์กุญชร jumroon@uru.ac.th <p>การจัดการความเสี่ยงของกุญแจลับจากการถูกโจมตีหรือสูญหาย เป็นประเด็นสำคัญต่อการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของข้อมูล<br />โดยระบบกู้คืนกุญแจ (Key Recovery System : KRS) ถือเป็นเทคโนโลยีหนึ่งที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อลดความเสี่ยงดังกล่าว งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบประสิทธิภาพ ของระบบกู้คืนกุญแจลับแบบหลายเอเจนต์ (Multiple Key Recovery System) 2 รูปแบบ คือ SSDM-KRS และ IHADM-KRS โดยเน้นการประเมินประสิทธิภาพใน 3 กระบวนการหลัก ได้แก่ (1) การสร้างฟิลด์ในการกู้คืนกุญแจ (Key Recovery Filed : KRF) (2) การกู้คืนกุญแจในกรณีปกติ และ(3) การกู้คืนกุญแจในกรณีที่มีเอเจนต์ในการกู้คืนกุญแจ (Key Recovery Agent : KRA) ล่มหรือไม่สามารถให้บริการได้ การวิจัยได้จำลองการทำงานของ KRA ตั้งแต่ 5 ถึง 50 เอเจนต์ โดยกำหนดเกณฑ์การกู้คืนขั้นต่ำที่ 2 เอเจนต์ ผลการประเมินประสิทธิภาพในการสร้าง KRF พบว่า SSDM-KRS มีข้อได้เปรียบด้านความเร็วมากกว่า IHADM-KRS เนื่องจากโครงสร้างไม่ซับซ้อน ในขณะที่ IHADM-KRS มีความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ KRA และมีความมั่นคงปลอดภัยสูงกว่า SSDM-KRS ส่วนการกู้คืนกุญแจลับในสถานการณ์ปกติที่ไม่มี KRA ล่มนั้น ทั้งสองระบบใช้เวลาในการกู้คืนใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ตามเมื่อทดลองกู้คืนกุญแจในกรณีที่มี KRA ล่ม พบว่า IHADM-KRS มีศักยภาพในการกู้คืนที่เสถียร มีความมั่นคงปลอดภัยสูง แต่ใช้เวลามากกว่า SSDM-KRS โดยเฉพาะเมื่อจำนวน KRA เพิ่มขึ้น ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่า การเลือกใช้ระบบกู้คืนกุญแจที่เหมาะสมควรพิจารณาให้สอดคล้องกับความต้องการด้านประสิทธิภาพ และนโยบายความมั่นคงปลอดภัย ทั้งนี้ระบบทั้งสองรูปแบบได้รับการออกแบบให้สามารถต้านทานการสมรู้ร่วมคิดของ KRA และมีความแข็งแกร่งทนทานต่อความล้มเหลว ซึ่งช่วยเสริมสร้างความมั่นคงปลอดภัยของระบบโดยรวม</p> 2025-12-23T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม