วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/ajsas <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ </strong><strong>: </strong></p> <p>วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ปัจจุบัน วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ วิทยาศาสตร์กายภาพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์สุขภาพ และสาขาที่เกี่ยวข้อง</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ</strong><strong> </strong><strong>: </strong></p> <p>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญไม่น้อยกว่า 3 ท่าน โดยทั้งผู้นิพนธ์ (Author) และผู้ประเมิน (Reviewer) ไม่ทราบชื่อกันและกัน (Double-blind review)</p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong><strong> </strong><strong>: </strong>บทความวิชาการ, บทความวิจัย</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong> <strong>: </strong>ไทย, ภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดออก</strong><strong> </strong><strong>: </strong><span style="font-size: 0.875rem;">วารสารตีพิมพ์ 2 ฉบับ ต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน ฉบับที่ 2 กรกฏาคม – ธันวาคม</span></p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</strong> : ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</p> th-TH <p>บทความวิชาการ/บทความวิจัยที่ได้ตอบรับการตีพิมพ์ถือเป็นลัขสิทธิ์ของคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์</p> ajsas@uru.ac.th (Associate Professor Dr. Issara Inchan) ajsas@uru.ac.th (Piyada Thepsathon) Wed, 11 Feb 2026 09:45:49 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลกระทบสุขภาพจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรของเกษตรกรตำบลโป่งแยง อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/ajsas/article/view/4718 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินผลกระทบสุขภาพจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรของเกษตรกร และ 2) ศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลกระทบสุขภาพ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง (Cross-sectional survey research) กลุ่มตัวอย่างคือเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกพืชในพื้นที่ตำบลโป่งแยง จำนวน 280 ครัวเรือน กำหนดขนาดตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Krejcie และ Morgan เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้สถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s correlation coefficient) ผลการศึกษาพบว่า ผลกระทบสุขภาพจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรของเกษตรกรโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง (Mean = 2.11, S.D. = 0.14) เมื่อพิจารณารายมิติ พบว่า มิติด้านสังคมมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด (Mean = 2.26, S.D. = 0.26) รองลงมาคือด้านจิตใจและด้านจิตวิญญาณ (Mean = 2.10, S.D. = 0.25) และด้านร่างกาย (Mean = 1.98, S.D. = 0.22) สำหรับการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับผลกระทบสุขภาพ พบว่า จำนวนสมาชิกในครัวเรือน (r = -0.13, p = 0.03) จำนวนแรงงานภาคเกษตรในครัวเรือน (r = -0.22, p &lt; 0.01) และระดับทัศนคติของเกษตรกร (r = -0.27, p &lt; 0.01) มีความสัมพันธ์เชิงลบกับผลกระทบสุขภาพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าเกษตรกรยังคงได้รับผลกระทบสุขภาพจากการใช้สารเคมีทางการเกษตรในระดับปานกลาง ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรส่งเสริมความรู้และทัศนคติที่เหมาะสมเกี่ยวกับการใช้สารเคมีทางการเกษตรอย่างปลอดภัย เพื่อลดความเสี่ยงต่อสุขภาพของเกษตรกรในระยะยาว</p> ภวรัญชน์ ศรีสุข, สามารถ ใจเตี้ย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/ajsas/article/view/4718 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการของผู้สูงอายุตำบลท่าผาปุ้ม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/ajsas/article/view/4783 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะโภชนาการและปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการของผู้สูงอายุและแนวทางการส่งเสริมโภชนาการของผู้สูงอายุ ตำบลท่าผาปุ้ม อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ศึกษาสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ คือ ผู้สูงอายุ จำนวน 214 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา และการทดสอบไคสแควร์ กลุ่มตัวอย่างสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิธีการสนทนากลุ่ม คือผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทางด้านโภชนาการของผู้สุงอายุในพื้นที่ศึกษา จำนวน 10 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาเชิงปริมาณพบว่า ผู้สูงอายุส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุ 60 - 69 ปี มีภาวะโภชนาการปกติ ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความรู้ด้านโภชนาการอยู่ในระดับปานกลาง มีระดับเจตคติการบริโภคอาหารโดยรวมอยู่ในระดับมาก ผู้สูงอายุมีระดับปัจจัยเอื้อ ปัจจัยเสริม และพฤติกรรมการบริโภคอาหาร โดยรวมอยู่ในระดับมาก การศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการของผู้สูงอายุ พบว่า เพศ อายุ ชาติพันธุ์ อาชีพ โรคประจำตัว และจำนวนฟันในช่องปาก มีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการบริโภคอาหารพื้นบ้านประกอบอาหารรับประทานเอง การเข้าถึงแหล่งอาหารลำบากในพื้นที่ห่างไกล มีพฤติกรรมบริโภคอาหารซ้ำเดิมบ่อยและผู้สูงอายุบางคนอาศัยอยู่เพียงลำพัง อาจส่งผลให้ผู้สูงอายุรับประทานอาหารไม่ครบถ้วนตามหลักโภชนาการ ดังนั้นควรมีการพัฒนาระบบอาหารชุมชนที่ยั่งยืนและเสนอแนะให้ชุมชนใช้บทบาทของอาสาสมัครสาธารณสุขหรืออาสาสมัครชุมชนในการเยี่ยมบ้านผู้สูงอายุเพื่อช่วยติดตามและประเมินภาวะโภชนาการของผู้สูงอายุในเบื้องต้น</p> อัจฉราวรรณ วิบูลย์สิน, รพีพร เทียมจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/ajsas/article/view/4783 Mon, 11 May 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบแจ้งเตือนมลพิษทางอากาศ กรณีศึกษาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM2.5 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/ajsas/article/view/3967 <table> <tbody> <tr> <td width="461"> <p>โครงงานนี้มุ่งเน้นการแก้ปัญหาฝุ่น PM2.5 ที่เพิ่มขึ้น ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพ โดยแอปพลิเคชันที่มีอยู่ยังขาดระบบแจ้งเตือนที่ครอบคลุมและสะดวก ผู้พัฒนาจึงได้สร้างแอปพลิเคชัน "app10" ที่สามารถตรวจจับและแจ้งเตือนค่าฝุ่น PM2.5 โดยใช้ข้อมูลจาก Open Weather API พร้อมแสดงผลบนแผนที่ประเทศไทย และแจ้งเตือนระดับความเสี่ยงด้วยสีตามมาตรฐานความปลอดภัย&nbsp;</p> <p>การทดสอบแสดงว่า แอปพลิเคชันนี้มีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับแอปยอดนิยม เช่น เช็คฝุ่น, IQAir และ air4thai นอกจากนี้ยังสามารถใช้งานพร้อมกันบนอุปกรณ์หลายเครื่องและให้ผลลัพธ์ที่สอดคล้องกัน โดยใช้ Flutter local Notifications แจ้งเตือนค่าฝุ่นใน 3 ระดับ คือ Moderate (25.1–37.5), Poor (37.6–75), และ Very Poor (75.1+) อย่างไรก็ตาม ระบบแจ้งเตือนจะทำงานได้ต่อเมื่อผู้ใช้เปิดแอปพลิเคชันทิ้งไว้</p> <p>นอกจากนี้จากการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานระบบ พบว่า ความถี่ในการใช้งานส่วนใหญ่อยู่ที่วันละ 1 ครั้งขึ้นไป และหน้าจอ Home Page เป็นเมนูที่ได้รับความนิยมสูงสุด ผู้ใช้ชื่นชอบฟีเจอร์การแจ้งเตือนเมื่อค่าฝุ่นละอองอยู่ในระดับ Moderate ขึ้นไปมากที่สุด การออกแบบแอปพลิเคชันได้รับการประเมินว่ามีความสะดวกและใช้งานง่าย โดยภาพรวมความพึงพอใจของผู้ใช้งานจัดอยู่ในระดับ "ดี" ซึ่งสะท้อนถึงศักยภาพในการนำแอปพลิเคชันไปใช้งานจริงและพัฒนาต่อยอดในอนาคต&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> </td> </tr> </tbody> </table> ปานใจ ธารทัศนวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/ajsas/article/view/3967 Fri, 23 Jan 2026 00:00:00 +0700 การรับรู้ความเครียดของผู้สูงอายุในชุมชนศูนย์กลางบริการและชุมชนรอบนอก อําเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/ajsas/article/view/4627 <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจแบบภาพตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความเครียดและเปรียบเทียบระดับความเครียดของผู้สูงอายุในชุมชนศูนย์กลางบริการและชุมชนรอบนอก อำเภอฮอด จังหวัดเชียงใหม่ กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุจำนวน 200 คน แบ่งเป็นชุมชนศูนย์กลางบริการ ตำบลหางดง จำนวน 100 คน และชุมชนรอบนอก ตำบลบ่อหลวง จำนวน 100 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามวัดการรับรู้ความเครียด ฉบับภาษาไทย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบทีสำหรับกลุ่มอิสระ เพื่อเปรียบเทียบระดับความเครียดระหว่างสองกลุ่ม</p> <p>ผลการศึกษา พบว่าผู้สูงอายุในชุมชนรอบนอกมีค่าเฉลี่ยคะแนนความเครียดรวมเท่ากับ 17.28 (S.D. = 4.21) ซึ่งอยู่ในระดับความเครียดต่ำ ขณะที่ผู้สูงอายุในชุมชนศูนย์กลางบริการมีค่าเฉลี่ยคะแนนความเครียดรวมเท่ากับ 18.89 (S.D. = 4.97) ซึ่งอยู่ในระดับความเครียดต่ำเช่นเดียวกัน เมื่อเปรียบเทียบระดับความเครียดระหว่างผู้สูงอายุทั้งสองกลุ่ม พบว่าผู้สูงอายุในชุมชนศูนย์กลางบริการมีระดับความเครียดสูงกว่าผู้สูงอายุในชุมชนรอบนอกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value = 0.014) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าบริบทของชุมชนอาจมีความสัมพันธ์กับระดับความเครียดของผู้สูงอายุ โดยเฉพาะสภาพแวดล้อมและรูปแบบการดำเนินชีวิต ดังนั้นควรพัฒนาแนวทางการเฝ้าระวังและส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุที่สอดคล้องกับบริบทของชุมชน โดยเฉพาะในชุมชนศูนย์กลางบริการ</p> รุ่งทิพย์ ต๊ะตุ้ย, สิวลี รัตนปัญญา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/ajsas/article/view/4627 Tue, 05 May 2026 00:00:00 +0700