https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/ajsas/issue/feedวารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์2025-02-25T12:04:16+07:00Associate Professor Dr. Issara Inchanajsas@uru.ac.thOpen Journal Systems<p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ </strong><strong>: </strong></p> <p>วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์ ได้แก่ วิทยาศาสตร์ที่เกิดขึ้นในเหตุการณ์ปัจจุบัน วิทยาศาสตร์บริสุทธิ์ วิทยาศาสตร์กายภาพ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม วิทยาศาสตร์สุขภาพ และสาขาที่เกี่ยวข้อง</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ</strong><strong> </strong><strong>: </strong></p> <p>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญไม่น้อยกว่า 3 ท่าน โดยทั้งผู้นิพนธ์ (Author) และผู้ประเมิน (Reviewer) ไม่ทราบชื่อกันและกัน (Double-blind review)</p> <p><strong>ประเภทของบทความ</strong><strong> </strong><strong>: </strong>บทความวิชาการ, บทความวิจัย</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong> <strong>: </strong>ไทย, ภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดออก</strong><strong> </strong><strong>: </strong><span style="font-size: 0.875rem;">วารสารตีพิมพ์ 2 ฉบับ ต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน ฉบับที่ 2 กรกฏาคม – ธันวาคม</span></p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</strong> : ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</p>https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/ajsas/article/view/3456การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการใช้ไฟฟ้าแสงสว่าง มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์: กลยุทธ์การลดผลกระทบสิ่งแวดล้อม2024-12-13T10:07:39+07:00รัตน์ทกาญ พลสิมมาputthadee.ubo@uru.ac.thพุทธดี อุบลศุขputthadee.ubo@uru.ac.thกฤษณะ คำฟองputthadee.ubo@uru.ac.thชาตทินง โพธิ์ดงputthadee.ubo@uru.ac.thปริญญา ไกรวุฒินันทputthadee.ubo@uru.ac.thพงศ์เทพ จันทร์สันเทียะputthadee.ubo@uru.ac.thสิงหเดช แตงจวงputthadee.ubo@uru.ac.thวีระพล คงนุ่นputthadee.ubo@uru.ac.th<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากอุปกรณ์ไฟฟ้าแสงสว่าง ที่ใช้ในมหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ และเสนอแนวทางในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยให้หลักการประเมินวัฏจักรชีวิต (LCA) และแนวทางตามโครงการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยสมัครใจของประเทศไทย (T-VER) ขอบเขตการประเมิน ประเภท ปริมาณ กำลังไฟฟ้า และระยะเวลาการใช้งานอุปกรณ์ให้แสงสว่างภายในและภายนอกอาคารมหาวิทยาลัย การวิเคราะห์การคำนวณการใช้พลังงาน การปล่อยก๊าซเรือนกระจก และค่าไฟฟ้าที่มาจากการใช้ระบบไฟฟ้าแสงสว่างในปัจจุบัน ผลการศึกษาพบว่าปริมาณการใช้ไฟฟ้าจากอุปกรณ์ไฟฟ้าแสงสว่างรวมต่อปีอยู่ที่ 606,064.9 กิโลวัตต์-ชั่วโมง ส่งผลให้ปล่อยก๊าซเรือนกระจก 343.5538 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า/ปี และค่าไฟฟ้า 3,030,324.6 บาท/ปี หลอดไฟแอลอีดีมีค่าการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อหลอดต่ำสุด ทำให้สามารถใช้ทดแทนหลอดฟลูออเรสเซนต์และอื่น ๆ ได้อย่างเหมาะสม แนวทางการปรับปรุงเสนอให้เปลี่ยนหลอดไฟชนิดต่าง ๆ ที่มีอยู่เดิมร้อยละ 25-27 ต่อปี ด้วยหลอดไฟแอลอีดี (LED) และโคมโซลาร์เซลล์ (Solar Cell) ภายใน 4 ปี ซึ่งสามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้ร้อยละ 31.61 ลดปริมาณการใช้ไฟฟ้า 191,555.2 กิโลวัตต์-ชั่วโมง และลดค่าไฟฟ้าได้ 957,775.8 บาท/ปี เมื่อเทียบกับปีฐาน การเลือกใช้หลอดประหยัดพลังงาน ประสิทธิภาพสูง หรือการใช้พลังงานทดแทน กลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมที่สุดในการลดการใช้พลังงาน ค่าไฟฟ้าและก๊าซเรือนกระจก นับเป็นก้าวสำคัญในการส่งเสริมการใช้ด้านพลังงานและลดการสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างยั่งยืนต่อไป</p>2024-05-20T00:00:00+07:00Copyright (c) 2024 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/ajsas/article/view/3581ผลเฉลยของสมการไดโอแฟนไทน์ (p+2)^x+4∙p^y=z^22025-01-07T15:10:43+07:00สุธน ตาดีsuton.t@lawasri.tru.ac.th<p>ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาเพื่อหาผลเฉลยจำนวนเต็มที่ไม่เป็นลบ (x, y, z) ทั้งหมดของสมการไดโอแฟนไทน์ (p+2)^x+4∙p^y=z^2 เมื่อ p และ p+2 เป็นจำนวนเฉพาะ โดยที่ ord_p 2=p-1 ผลการวิจัย พบว่า ถ้า p=3 แล้วสมการดังกล่าวมีผลเฉลยจำนวนเต็มที่ไม่เป็นลบเพียงผลเฉลยเดียว คือ (x, y, z)=(1, 0, 3) และถ้า p≠3 แล้วสมการดังกล่าวไม่มีผลเฉลยจำนวนเต็มที่ไม่เป็นลบ นอกจากนี้ได้พิสูจน์ว่า ถ้า p=17 แล้วสมการดังกล่าวไม่มีผลเฉลยจำนวนเต็มที่ไม่เป็นลบเช่นกัน</p>2024-06-30T00:00:00+07:00Copyright (c) 2024 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/ajsas/article/view/3583คุณภาพทางเคมีกายภาพและจุลินทรีย์ของผลิตภัณฑ์ชุดซอสอบวุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูป2025-01-07T15:38:56+07:00รังสิตา จันทร์หอมnareerat.bu@nsru.ac.thนารีรัตน์ บุญลักษณ์nareerat.bu@nsru.ac.thทศพร โพธิ์เนียมnareerat.bu@nsru.ac.th<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาคุณภาพทางเคมี กายภาพและจุลินทรีย์ของผลิตภัณฑ์ชุดอบวุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูปเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้มีมาตรฐานตามเกณฑ์ของมาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน วิธีดำเนินการวิจัย ผลิตผลิตภัณฑ์ชุดซอสอบวุ้นเส้นกึ่งสำเร็จรูป มีส่วนประกอบดังนี้ วุ้นเส้น ร้อยละ 60 เครื่องเทศ (ฮวาเจียว พริกไทยดำ ขิงแห้ง) ร้อยละ 3 น้ำมันกระเทียมเจียว ร้อยละ 7 และซอสอบวุ้นเส้น ร้อยละ 30 จากนั้นนำมาวิเคราะห์คุณภาพทางเคมี และกายภาพ พบว่าค่าความเป็นกรด-ด่าง (pH) ของ ซอสอบวุ้นเส้นเท่ากับ 4.6 และค่าความชื้นของวุ้นเส้นเท่ากับร้อยละ 6.97 โดยน้ำหนัก การศึกษาคุณภาพทางจุลินทรีย์พบว่าจำนวนจุลินทรีย์ทั้งหมด 1x103 โคโลนี/ตัวอย่าง 1 กรัม สแตฟิโลค็อกคัส ออเรียสและรา น้อยกว่า 100 โคโลนี/ตัวอย่าง 1 กรัม บาซิลลัส ซีเรียส 1x102 โคโลนี/ตัวอย่าง 1 กรัม คลอสทริเดียม เพอร์ฟริงเจนส์ 1x101 โคโลนี/ตัวอย่าง 1 กรัม เอสเชอริเชีย โคไล</p>2024-06-30T00:00:00+07:00Copyright (c) 2024 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/ajsas/article/view/3585Effects of elevated ozone levels on photosynthesis and physiological response in rice (Oryza sativa L.)2025-01-07T15:54:52+07:00Chanin Umponstirachaninum@nu.ac.thRutairat Phothichaninum@nu.ac.th Charoon Sarinchaninum@nu.ac.th Wapakorn Siriwongchaninum@nu.ac.thNivat Nabheerongchaninum@nu.ac.th<p>Elevated tropospheric ozone (O3) has become a major threat to agriculture and crop production in several countries. This research was to investigate the effects of elevated ozone on photosynthesis, stomatal conductance, chlorophyll and the dry weight of Thai rice RD47. Rice samples were fumigated by ozone concentrations at 40 (EO340) and 70 nmol/mol (EO370). Plants were kept in climate control chambers for 28 days. Elevated ozone was given according to the different treatments as experimentally designed. From the results, elevated ozone 70 nmol/mol significantly caused severe damage to rice RD47 by photosynthesis, stomatal conductance, chlorophyll, shoot, root and total dry weight decreased to 44.42, 28.47, 16.17, 19.41, 49.53 and 37.05% as compared to the control group (p < 0.05), respectively. The higher ozone concentration at 70 nmol/mol obviously caused more effects than the ozone concentration at 40 nmol/mol. Finally, the intrinsic physiological response by interfering with the stomata aperture was determined to be one of the key effects of ozone. Photosynthesis mechanisms were severely disrupted, resulting in a reduction in carbon assimilation through dry weight loss.</p>2024-06-30T00:00:00+07:00Copyright (c) 2024 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/ajsas/article/view/3586Assessing greenhouse gas emissions from groundwater exploration drilling: A case study in groundwater resources office area 3, Saraburi province2025-01-07T16:07:50+07:00Karun Chaivanichkchaivanich@gmail.com<p>This study employs the Life Cycle Assessment (LCA) methodology to quantify greenhouse gas emissions associated with groundwater exploration drilling in Saraburi Province, Thailand. The research focuses on a case study at the Groundwater Resources Office Area 3, specifically examining a 152-meter deep well (number 6503NO12) located at coordinates Zone 47P UTM-E 708446 and UTM-N 1591718. The investigation analyzes diesel fuel consumption from drilling machinery and air compressors to evaluate the environmental impact of drilling operations. Results indicate that drilling a 150-meter deep well generates 185.25 kgCO2eq of emissions, with a rate of 1.2187 kgCO2eq per meter drilled. The primary source of these emissions is identified as the utilization of diesel fuel in drilling equipment and compressors. These findings underscore the substantial environmental implications of groundwater well drilling, particularly regarding greenhouse gas emissions. The study's outcomes align with Thailand's national objectives to reduce greenhouse gas emissions and achieve carbon neutrality by 2065. By providing quantitative data on the environmental impact of current drilling practices, this research offers valuable insights for policymakers and stakeholders in the water management sector. The results emphasize the necessity of developing and implementing more sustainable practices and alternative energy sources in groundwater exploration activities. This study contributes to the growing body of knowledge on environmental sustainability in water resource management and provides a foundation for future research aimed at mitigating the environmental impact of groundwater extraction processes.</p>2024-06-30T00:00:00+07:00Copyright (c) 2024 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/ajsas/article/view/3587การประยุกต์ใช้ขยะถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งประเภทแอลดีพีอีในบล็อกปูถนน2025-01-07T16:14:04+07:00เวชสวรรค์ หล้ากาศdrpow.greenroad@gmail.comเสริมศักดิ์ อาษาdrpow.greenroad@gmail.comกฤษฎา บุญชมdrpow.greenroad@gmail.com จิรสันต์ คำคุณdrpow.greenroad@gmail.com<p>ในปัจจุบันถึงแม้จะมีมาตรการงดแจกถุงพลาสติกในร้านค้าแล้ว แต่ปริมาณขยะถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งยังสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุหลักที่ทำให้ปริมาณขยะถุงพลาสติกเพิ่มขึ้นมาจากเดิมคือ พฤติกรรมการบริโภคของประชาชนที่นิยมความสะดวกสบายมากขึ้น เช่นการส่งสินค้าจากบริการสั่งซื้อออนไลน์สินค้า หรือบริการสั่งอาหารรูปแบบเดลิเวอรี่ (Food Delivery) การประยุกต์ใช้ขยะถุงพลาสติกในงานวัสดุก่อสร้างจึงเป็นทางเลือกหนึ่งในการนำขยะกลับมาใช้ใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ และยังเป็นการลดปริมาณขยะพลาสติกที่ต้องฝังกลบอีกด้วย การวิจัยในครั้งนี้จึงมุ่งเน้นไปที่การนำขยะถุงพลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้งประเภท พอลิเอทิลีนความหนาแน่นต่ำ หรือ แอลดีพีอี ที่ไม่ได้มีมูลค่าเชิงพาณิชย์มาประยุกต์ใช้ทำบล็อกปูถนน โดยการนำไปผสมกับทรายหยาบที่อุณหภูมิ 200-240 องศาเซลเซียส ระยะเวลาประมาณ 10-15 นาที ผลการทดสอบพบว่าบล็อกปูถนนจากพลาสติกผสมทรายที่ผลิตขึ้นอัตราส่วนพลาสติกต่อทราย 1 ต่อ 3 มีคุณสมบัติรับกำลังอัด มีค่าเฉลี่ย 219.64 ± 19.34 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร สามารถนำไปใช้แทนบล็อกปูถนนทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ และที่สำคัญเป็นบล็อกปูถนนที่ช่วยลดปัญหาขยะพลาสติกตกค้างสะสมในชุมชน</p>2024-06-30T00:00:00+07:00Copyright (c) 2024 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/ajsas/article/view/3588สีย้อมผ้าฝ้ายจากใบและเปลือกของต้นสะเดาร่วมกับการหมักผ้าย้อมสีด้วยดินสอพอง2025-01-07T16:27:23+07:00อโนดาษ์ รัชเวทย์Anodar_rat@g.cmru.ac.th สุดาพร วงษ์เนตร์Anodar_rat@g.cmru.ac.thยุทธนา ชัยเจริญAnodar_rat@g.cmru.ac.th<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการย้อมสีเส้นด้ายฝ้ายจากใบ และเปลือกของต้นสะเดา (Azadirachta indica A.) ร่วมกับการหมักดินสอพอง โดยศึกษาการย้อมสีเส้นด้ายฝ้ายจากสีธรรมชาติที่สกัดจากใบและเปลือกของสะเดา และหมักด้วยดินสอพอง ซึ่งกระบวนการวิจัยมีขั้นตอนดังนี้ 1) ศึกษาและเก็บตัวอย่างใบและเปลือกสะเดา 2) สกัดสีย้อมจากใบและเปลือกต้นสะเดา 3) ย้อมสีเส้นด้ายฝ้ายด้วยสีย้อมที่สกัดจากใบและเปลือกสะเดา โดยในการย้อมสีนั้นได้ใช้สารช่วยติดชนิดต่าง ๆ ได้แก่ ได้แก่ คอปเปอร์ซัลเฟต เฟอร์รัสซัลเฟต ซิงค์ซัลเฟต และแมงกานีสซัลเฟต ที่ความเข้มข้นร้อยละ 5, 10 และ15 ซึ่งทำการย้อม 3 วิธี คือ วิธีย้อมสารช่วยติดก่อนย้อมสี วิธีการย้อมสารช่วยติดพร้อมย้อมสี และวิธีการย้อมสารช่วยติดหลังย้อมสี และได้ศึกษาการย้อมเส้นด้ายฝ้ายโดยการใช้อุณหภูมิที่ต่างกัน ได้แก่ 70-80 องศาเซลเซียส, 80-90 องศาเซลเซียส และ 90-100 องศาเซลเซียส อีกทั้งใช้เวลาที่ต่างกัน คือ 30, 45, 60 และ 75 นาที 4) นำเส้นด้ายฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีด้วยวิธีการที่เลือกจากความเหมาะสมต่าง ๆ เช่น อุณหภูมิที่ใช้ย้อม และความเข้มข้นของสารช่วยย้อม นำไปทำการหมักดินสอพอง เป็นเวลา 24, 48 และ 72 ชั่วโมง และทำการวัดสีด้วยระบบ CIE L*a*b* จากการการย้อมสีเส้นด้ายฝ้ายด้วยสารสกัดสีย้อมจากใบ และเปลือกของสะเดา โดยใช้สารช่วยติดชนิดต่าง ๆ ได้แก่ คอปเปอร์ซัลเฟต เฟอร์รัสซัลเฟต ซิงค์ซัลเฟต และแมงกานีสซัลเฟตพบว่า การย้อมเส้นด้ายฝ้ายด้วยสีย้อมธรรมชาติจากใบและเปลือกของสะเดา โดยใช้สารช่วยติดต่างชนิด สามารถย้อมเส้นด้ายได้เฉดสีที่แตกต่างกัน คือเมื่อย้อมด้วยสีย้อมจากใบสะเดา เฉดสีจะออกไปทางเขียว น้ำตาลและแดงมากกว่า ส่วนการย้อมจากเปลือกต้นสะเดา พบว่าให้เฉดสีน้ำตาล และเหลือง รวมถึงเมื่อใช้วิธีการย้อมที่แตกต่างกันสามวิธี คือ การย้อมสารช่วยติดก่อน ย้อมสีพร้อมสารช่วยติด และย้อมสารช่วยติดหลังย้อมสี พบว่าวิธีที่ให้ความเข้มสีมากที่สุดคือ วิธีการย้อมสีย้อมพร้อมสารช่วยติด และเมื่อนำเส้นด้ายฝ้ายที่ผ่านการย้อมสีด้วยสารสกัดสีย้อมจากใบและเปลือกของสะเดาแล้ว มาทำการหมักดินสอพอง เป็นเวลา 24, 48 และ 72 ชั่วโมง พบว่า สีของผ้าที่ผ่านการหมักดินสอพองจะมีความสว่างและออกเฉดเหลืองมากขึ้น และสีมีความสม่ำเสมอ ตามระยะเวลาที่ใช้หมักดินสอพอง</p>2024-06-30T00:00:00+07:00Copyright (c) 2024 วารสารวิชาการวิทยาศาสตร์และวิทยาศาสตร์ประยุกต์