วารสารวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ อุเทนถวาย
https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/UthenJo
<p><strong>วารสารวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ อุเทนถวาย<br />ISSN (Online) </strong>3088-1668<strong><br />DOI </strong>10.14456/uthenjo.xxxx.x</p> <p><strong>กำหนดออก :</strong> วารสารตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี ดังนี้ <br />ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน<br />ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ :</strong> เป็นวารสารที่ครอบคลุมเนื้อหางานวิจัยที่สามารถใช้เป็นแหล่งอ้างอิงที่มีคุณภาพ สำหรับนักเรียน นักศึกษา วิศวกร สถาปนิก นักออกแบบ นักวิชาการและนักวิจัย ทั้งภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรม เน้นการประยุกต์ใช้องค์ความรู้ทางวิศวกรรมศาสตร์ สถาปัตยกรรมศาสตร์ การออกแบบ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี โลจิสติกส์ พลังงาน สิ่งแวดล้อม และสาขาที่เกี่ยวข้อง</p>
คณะวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก
th-TH
วารสารวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ อุเทนถวาย
3088-1668
-
คอนกรีตแช่น้ำที่ส่งผลต่อพื้นและผนังในงานสถาปัตยกรรมภายใน : กรณีศึกษาสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2567
https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/UthenJo/article/view/4705
<p>จากสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดเชียงรายปี พ.ศ. 2567 ที่ผ่านมาส่งผลให้เกิดความเสียหายในพื้นที่ริมน้ำที่มีระดับต่ำกว่าถนนหลัก คงเหลือเพียงดินโคลนชุ่มน้ำและสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ ที่พังเสียหายมากมาย ส่งกลิ่นเหม็น ลำบากต่อการนำออกจากพื้นที่ต่างๆ รวมทั้งส่งผลกระทบต่อโครงสร้างอาคารที่เป็นคอนกรีตที่เรียกว่า คอนกรีตแช่น้ำ ทำให้คอนกรีตมีกำลังรับแรงลดลงและมีความเปราะ อาคารคอนกรีตเกิดการแตกร้าวในจุดต่าง ๆ และส่งผลให้เกิดการวิบัติของอาคารหลังระดับน้ำลดลง ในงานสถาปัตยกรรมภายในนั้นส่งผลต่อความแข็งแรงของวัสดุก่อสร้างภายใน เช่น พื้น ผนัง รวมไปถึงงานฝ้า เกิดการชุ่มน้ำทำให้เกิดความเสียหาย สีลอก กระเบื้องล่อน ซึ่งสามารถเกิดขึ้นได้ทันทีหรือเกิดขึ้นภายหลังในระยะยาวจากการลดกำลังลงไปของวัสดุ วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้เพื่อศึกษาคอนกรีตแช่น้ำที่ส่งผลต่อพื้นและผนังในงานสถาปัตยกรรมภายใน : กรณีศึกษาสถานการณ์อุทกภัยจังหวัดเชียงราย พ.ศ. 2567 โดยวิธีการลงพื้นที่สำรวจ สัมภาษณ์ และช่วยเหลือชุมชนจำนวน 2 ชุมชน ประกอบด้วย ชุมชนเกาะลอย และชุมชนกกโท้ง จังหวัดเชียงราย พบว่า หลังจากน้ำลดระดับลง หลงเหลือดินโคลนที่ปะปนไปด้วยสิ่งปฏิกูลต่าง ๆ ทำให้เกิดก๊าซในดินโคลน และส่งกลิ่นเหม็น ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยและสุขอนามัยได้ จึงควรรีบนำดินโคลนดังกล่าวออกจากชุมชน และการแก้ไขปัญหาคอนกรีตแช่น้ำของอาคารสามารถทำได้ในกรณีที่คอนกรีตดังกล่าวมีกำลังรับแรงลดลงน้อยจะสามารถซ่อมแซมได้ แต่หากกรณีคอนกรีตมีกำลังรับแรงลดลงมากจะยากต่อซ่อมแซม ซึ่งสามารถทดสอบได้จากความชื้นที่อยู่ในคอนกรีต โดยสามารถใช้มือลูบบนผิวคอนกรีต หากไม่เป็นทรายหรือไม่มีคอนกรีตล่อนติดมือแสดงว่าคอนกรีตดังกล่าวสามารถซ่อมแซมได้</p>
ถิร รุ่งเลิศศรี
รวินันท์ ลอยเมฆ
สมชาย สุพิสาร
สมบัติ ต่อวัฒนชัย
อภิวิชญ์ พูลสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ อุเทนถวาย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
3 1
1
12
-
การจำลองพื้นที่น้ำท่วมกรณีอ่างเก็บน้ำบางพระพังทลายโดยใช้แบบจำลอง HEC-RAS
https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/UthenJo/article/view/4831
<p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาการพังทลายของอ่างเก็บน้ำบางพระ โดยใช้แบบจำลอง HEC-RAS เพื่อวิเคราะห์การหลากของน้ำและการเกิดน้ำท่วมในพื้นที่ท้ายน้ำ โดยพิจารณาเฉพาะรูปแบบการพังทลาย 2 กรณี คือ การล้นสันเขื่อน (overtopping) และการกัดเซาะภายใน (piping) โดยใช้ข้อมูล แบบจำลองภูมิประเทศเชิงตัวเลข(Digital Elevation Model) ข้อมูลระดับพื้นผิวภูมิประเทศมากำหนดขอบเขตอ่างเก็บน้ำบางพระและพื้นที่ท้ายอ่างเก็บน้ำครอบคลุม ตำบล บางพระ และ ตำบลแสนสุข ได้ผลการจำลองแสดงเป็นแผนที่น้ำท่วมและกราฟน้ำท่วมในพื้นที่สำคัญ 3 แห่ง คือ โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลตลาดล่างบางพระ ตำบล บางพระ อำเภอศรีราชา, มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงตะวันออก พื้นที่เขต บางพระ ที่ตั้ง ตำบล บางพระ อำเภอศรีราชา, มหาวิทยาลัยบูรพา ตำบล แสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี. จากการศึกษาพบว่า พื้นที่ตอนล่างของบริเวณศึกษาใกล้ อ่างเก็บน้ำบางพระ มีความเสี่ยงน้ำท่วมสูง โดยมีระดับความลึกของน้ำมากกว่า 4–5 เมตร ขณะที่พื้นที่ตอนกลางมีความเสี่ยงปานกลาง และพื้นที่ตอนบนรวมถึงบริเวณใกล้ชายฝั่ง อ่าวไทย มีความเสี่ยงต่ำกว่า ระดับ 36.00 m. ถนน +25 ทางรถไฟ 33.00</p>
บัญชา ทองอร่าม
เอนก เนรมิตรครบุรี
ภัสสริญญา พุ่มพวง
ยุทธนา พันธุ์กมลศิลป์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ อุเทนถวาย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
3 1
52
63
-
แนวทางการประยุกต์หลักวิศวกรรมโยธาเพื่อพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชน ให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่ยั่งยืน
https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/UthenJo/article/view/4830
<p>การพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชนในปัจจุบันมิได้มุ่งเพียงการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้แก่คนในพื้นที่เท่านั้น แต่ยังครอบคลุมถึงการพัฒนาสภาพแวดล้อมทางกายภาพให้เอื้อต่อการเรียนรู้ ความปลอดภัย สุขภาวะ การเข้าถึงการใช้ประโยชน์ร่วมกันของคนทุกช่วงวัย และความยั่งยืนของโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์บทบาทของวิศวกรรมโยธาในการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชนให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่ยั่งยืน 2) เพื่อศึกษาองค์ประกอบของศูนย์การเรียนรู้ชุมชนในฐานะพื้นที่การเรียนรู้ที่ยั่งยืน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการประยุกต์หลักวิศวกรรมโยธาในการออกแบบและพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชนให้สอดคล้องกับแนวคิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 9 คน การใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 210 คน และการสนทนากลุ่มร่วมกับผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวน 12 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า วิศวกรรมโยธามีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชนในด้านการออกแบบอาคารและพื้นที่ใช้สอย ความปลอดภัยของโครงสร้าง ระบบสาธารณูปโภค การจัดสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้<br />และการเชื่อมโยงศูนย์การเรียนรู้กับกิจกรรมของชุมชน องค์ประกอบของศูนย์การเรียนรู้ชุมชนในฐานะพื้นที่การเรียนรู้<br />ที่ยั่งยืนโดยรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.27 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.48 โดยด้านความปลอดภัยและการเข้าถึงมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด เท่ากับ 4.41 ส่วนด้านสิ่งแวดล้อมและพื้นที่สีเขียวมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด เท่ากับ 4.11 ผลการสังเคราะห์ข้อมูลนำไปสู่แนวทางสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ การออกแบบอาคารที่ปลอดภัยและยืดหยุ่น การพัฒนาระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ การจัดสภาพแวดล้อมและพื้นที่สีเขียว การเชื่อมโยงการใช้ประโยชน์ร่วมกับชุมชน และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการวางแผน ออกแบบ และบำรุงรักษาศูนย์การเรียนรู้ชุมชนอย่างยั่งยืน ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับหน่วยงานทางการศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชุมชนในการวางแผนพัฒนาศูนย์การเรียนรู้ชุมชนให้เป็นพื้นที่การเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน</p>
ภคภัททิก์ พุ่มพวง
ภัสสริญญา พุ่มพวง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ อุเทนถวาย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
3 1
24
36
-
การศึกษาคุณสมบัติทางวิศวกรรมของดินซีเมนต์ผสมเถ้าชานอ้อยจีโอโพลิเมอร์ และน้ำยางพารา
https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/UthenJo/article/view/4791
<p>บทความนี้นำเสนอการศึกษาคุณสมบัติของดินซีเมนต์ผสมเถ้าชานอ้อยจีโอโพลิเมอร์และน้ำยางพารา โดยใช้ดินตัวอย่างจัดอยู่ในกลุ่มดินลูกรังชนิด จ ตามมาตรฐานชั้นรองพื้นทาง เถ้าชานอ้อยที่ใช้ถูกนำมาร่อนผ่านตะแกรงมาตรฐานเบอร์ 325 ตัวอย่างทดสอบได้จากการนำดินมาผสมกับเถ้าชานอ้อยและปูนซีเมนต์ไฮดรอลิกส์จำนวน 5 อัตราส่วน ได้แก่ 80:19:1, 80:18:2, 80:17:3, 80:16:4 และ 80:15:5 ใชสารกระตุนแทนน้ำซึ่งเปนสวนผสมระหวางสารละลายโซเดียมซิลิเกตและสารละลายโซเดียมไฮดรอกไซดความเข้มข้น 5 โมลาร์ ในสัดส่วน 10:90 ใช้อัตราส่วนสารกระตุ้นต่อน้ำยางพาราจำนวน 3 อัตราส่วน ได้แก่ 100:0, 90:10 และ 80:20 ดำเนินการทดสอบค่าแรงอัดแกนเดียวเมื่อตัวอย่างมีอายุการบ่มที่ 7, 14 และ 28 วัน ผลการทดสอบแสดงให้เห็นว่าค่าแรงอัดแกนเดียวของตัวอย่างทุกอัตราส่วนทั้งกรณีแช่น้ำและไม่แช่น้ำสูงขึ้นตามปริมาณปูนซีเมนต์และน้ำยางพาราที่เพิ่มขึ้น โดยเมื่อพิจารณาเกณฑ์การนำไปใช้เป็นวัสดุชั้นรองพื้นทางดินซีเมนต์พบว่าตัวอย่างทดสอบที่ไม่มีส่วนผสมของน้ำยางพาราต้องใช้ปริมาณปูนซีเมนต์ร้อยละ 4 และร้อยละ 5 สำหรับกรณีไม่แช่น้ำและแช่น้ำตามลำดับ สำหรับกรณีที่มีส่วนผสมของน้ำยางพาราร้อยละ 10 และ 20 ต้องการปริมาณปูนซีเมนต์ร้อยละ 3 ทั้งกรณีไม่แช่น้ำและแช่น้ำ แสดงให้เห็นว่าการใช้น้ำยางพาราเป็นส่วนผสมช่วยให้ลดปริมาณปูนซีเมนต์ได้ โดยส่วนผสมที่เหมาะสมที่สุดคือ 80:17:3 ผสมน้ำยางพาราร้อยละ 10</p>
ชูศักดิ์ คีรีรัตน์
นพดล สุดสุย
ศุภชัย ไทยพุ่ม
ปิยะพงศ์ กี่สวัสดิ์คอน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ อุเทนถวาย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
3 1
13
23
-
แนวทางการเลือกเซนเซอร์วัดความเร่งราคาต่ำในงานตรวจสอบสุขภาพโครงสร้าง
https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/UthenJo/article/view/4820
<p>บทความวิชาการนี้นำเสนอการเปรียบเทียบและเลือกใช้เซนเซอร์วัดความเร่งชนิด 3 แกน (3-Axis Accelerometer) ที่เหมาะสมสำหรับการตรวจสอบสุขภาพโครงสร้างอาคาร (Structural Health Monitoring, SHM) โดยทำการแบ่งกลุ่มของเซนเซอร์ออกเป็น 3 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มราคาต่ำ (Consumer-grade MEMS), กลุ่มที่ใช้ในงานอุตสาหกรรม (Industrial grade MEMS) และกลุ่มที่ต้องการความละเอียดสูง (High precision) ทำการวิเคราะห์และเปรียบเทียบภายใต้เงื่อนไขจำนวน 6 รายการ ประกอบด้วย ราคา ความถูกต้องของข้อมูล จุดเด่นและข้อจำกัด การใช้งานในสภาพจริง ความคงทนต่อสภาพแวดล้อม และ ความยากง่ายในการเขียนโปรแกรมเพื่อควบคุมเซนเซอร์ ผลการศึกษาได้บ่งชี้ว่าเซนเซอร์ในกลุ่มอุตสาหกรรม โดยเฉพาะ Analog Devices ADXL355 ให้ประสิทธิผลและความคุ้มค่ามากที่สุด สำหรับงานตรวจสอบสุขภาพโครงสร้างอาคารทั่วไป</p>
จิรวัฒน์ จันทร์เรือง
นคร ศรีแก้ว
ธีระพล ลดาลลิตสกุล
สรศักดิ์ สุภาพผล
วศิน แท่งทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และสถาปัตยกรรมศาสตร์ อุเทนถวาย
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-07-01
2026-07-01
3 1
37
51