วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JTI_URU <p><strong>วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์</strong><br />ISSN 3027-7957 (Online)<br /><br /><strong>เกี่ยวกับวารสาร</strong><br /> วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความเพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ ผลงานวิจัยที่เป็นองค์ความรู้สำคัญในศาสตร์สาขาวิชาด้านวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม รวมถึงงานวิจัยที่มีการบูรณาการศาสตร์ทางด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรมในสาขาที่เกี่ยวข้อง<br /><br /><strong>ขอบเขตของวารสาร<br /></strong>วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ เปิดรับบทความที่กล่าวถึงประเด็นต่อไปนี้:<br />1. วิศวกรรมโยธาและก่อสร้าง<br />(Physical Sciences: Civil and Structural Engineering, Building and Construction, Geotechnical Engineering, General Materials Science)<br />2. วิศวกรรมเครื่องกล<br />(Physical Sciences: Mechanical Engineering)<br />3. วิศวกรรมคอมพิวเตอร์และปัญญาประดิษฐ์ เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์<br />(Physical Sciences: Artificial Intelligence, General Computer Science, Computer Science Applications, Computer Vision and Pattern Recognition, Information System, Control and Optimization)<br />4. วิศวกรรมไฟฟ้า, เทคโนโลยีไฟฟ้า<br />(Physical Sciences: Electrical and Electronic Engineering, Control and Systems Engineering)<br />5. การจัดการงานวิศวกรรมและอุตสาหกรรมดิจิทัลและ เทคโนโลยีอุตสาหการ การผลิต และการจัดการ<br />(Physical Sciences: General Engineering, Industrial and Manufacturing Engineering, Management of Technology and Innovation)<br />6. เทคโนโลยีพลังงานและพลังงานทดแทน<br />(Physical Sciences: Energy Engineering, Renewable energy, General Energy)<br />7. การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน<br />(Physical Sciences: General Engineering, Industrial and Manufacturing Engineering)<br />(Social Science: Transportation, Management Science and Operations Research, Logistics and Supply Chain Management)<br />8. เทคโนโลยีสำรวจและภูมิสารสนเทศ<br />(Social Science: General Social Sciences, Geography, Planning and Development, Urban Studies)<br />9. การออกแบบ และการออกแบบผลิตภัณฑ์<br />(Social Science: General Arts and Humanities)</p> <p><strong>ประเภทของบทความที่รับตีพิมพ์ : </strong>ตีพิมพ์ผลงาน 2 ประเภท ได้แก่<strong><br /></strong> บทความวิจัย (Research Article)<br /> บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์และเผยแพร่ :</strong> ปีละ 2 ฉบับ<br />ฉบับที่ 1 ช่วงเดือน มกราคม – มิถุนายน <br />ฉบับที่ 2 ช่วงเดือน กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>การพิจารณาบทความ<br /></strong> บทความที่ได้รับการเผยแพร่ตีพิมพ์ในวารสารมีการตรวจสอบและพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer-reviews) จำนวน 3 ท่าน ต่อ 1 บทความ โดยผูัทรงคุณวุฒิพิจารณาบทความที่มีความเชี่ยวชาญตรงตามสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้จะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อผู้นิพนธ์บทความและผู้นิพนธ์บทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความเช่นเดียวกัน (Double-Blinded Peer review) ผ่านระบบ ThaiJO<br /><br /><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ</strong><br /> ไม่มีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ<br /><br /><strong>บรรณาธิการวารสาร</strong><br />ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ชัชพล เกษวิริยะกิจ <br />คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์<br />เลขที่ 27 ถนนอินจมี ตำบลท่าอิฐ อ.เมือง จ.อุตรดิตถ์<br />โทรศัพท์: 0 5541 6601-10 ต่อ 1364 <br />Email: jit_uru@uru.ac.th</p> คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ th-TH วารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ 3027-7957 การวิเคราะห์ต้นทุนและความคุ้มค่าในการตัดสินใจแปรรูปผลิตภัณฑ์ปลานิลเชิงพาณิชย์ของ กลุ่มเกษตรกรวิสาหกิจชุมชนแห่งหนึ่ง จังหวัดอุตรดิตถ์ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JTI_URU/article/view/3911 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ต้นทุนและหาอัตราผลตอบแทนในการแปรรูปผลิตภัณฑ์ปลานิลเชิงพาณิชย์ของกลุ่มวิสาหกิจชุมชนแห่งหนึ่ง จังหวัดอุตรดิตถ์ โดยผู้วิจัยเก็บข้อมูลกลุ่มเกษตรกรแบบสุ่ม และสัมภาษณ์เชิงลึกแบบรายบุคคล จำนวน 6 ราย พบว่า ต้นทุนการเลี้ยงปลานิล เท่ากับ 62,998.42 บาท/รอบ/กระชัง ต้นทุนผันแปร เท่ากับ 62,954.84 บาท/รอบ/กระชัง คิดเป็นร้อยละ 99.952 ต้นทุนคงที่ เท่ากับ 29.98 บาท/รอบ/กระชัง คิดเป็นร้อยละ 0.048 ต้นทุนการผลิตปลานิลแปรรูปแบบแช่แข็งเมื่อพิจารณา จากค่าเสื่อมราคา เท่ากับ 17,460 บาท/ปี ต้นทุนการผลิตเฉลี่ยต่อตัว เท่ากับ 47.73 บาท ต้นทุนในการขายและการบริหาร เฉลี่ยต่อตัวเท่ากับ 140.05 บาท กำหนดราคาขายปลานิลแปรรูปแบบแช่แข็งพร้อมจัดส่ง เท่ากับ 187.78 บาท ถ้าต้องการกำไรส่วนเพิ่ม 100% จะทำให้กำหนดราคาขาย เท่ากับ 375.56 บาทหรือประมาณ 376 บาท/ตัว ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาความคุ้มค่าต่อการตัดสินใจแปรรูปปลานิลเชิงพาณิชย์ พบว่า สามารถดำเนินการได้ด้วยความคุ้มค่าของจุดคุ้มทุนที่ได้รับต่อการผลิตหนึ่งครั้ง เท่ากับ 1,400 ตัว ถ้าต้องการกำไร 10,000 บาท จุดคุ้มทุนจะอยู่ที่ 1,608 ตัว</p> อิสริยพร หลวงหาญ ภัทร์อร ฟองสินธุ์ กณพ วัฒนา เจนศักดิ์ คชนิล ยศภัทรชัย คณิตปัญญาเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-11-30 2025-11-30 8 2 1 11 การใช้กระบวนการวิเคราะห์เชิงลำดับชั้น (AHP) สำหรับการตัดสินใจหลายเกณฑ์ในการคัดเลือก ผู้ส่งมอบวัสดุปูพื้นในงานก่อสร้างอาคารมูลค่าสูง https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JTI_URU/article/view/3942 <p>การคัดเลือกผู้จัดหาในโครงการก่อสร้างมูลค่าสูงมักขาดกรอบการประเมินเป็นระบบและเน้นเฉพาะปัจจัยต้นทุน ทำให้ขาดการพิจารณาตัวแปรสำคัญที่กำหนดความสำเร็จโครงการระยะยาว การศึกษานี้พัฒนากรอบการตัดสินใจแบบหลายเกณฑ์สำหรับการคัดเลือกผู้จัดหาวัสดุปูพื้นเชิงกลยุทธ์ งานวิจัยใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (AHP) ประเมิน 5 เกณฑ์หลัก คือ คุณภาพวัสดุ ความพร้อมส่งมอบ ความสมบูรณ์การส่งมอบ ต้นทุน และขีดความสามารถผลิต ข้อมูลรวบรวมจากผู้เชี่ยวชาญการบริหารโครงการก่อสร้าง 3 ท่าน ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบมีโครงสร้าง ผลการศึกษาพบคุณภาพวัสดุมีน้ำหนักสำคัญสูงสุด (0.1103) รองลงมาคือ ต้นทุน (0.1082) และความพร้อมส่งมอบ (0.1061) การประเมินผู้จัดหาทางเลือกแสดงผู้จัดหา AAA ได้คะแนนสูงสุด (0.1710) ความน่าเชื่อถือตรวจสอบผ่านการวิเคราะห์อัตราส่วนความสอดคล้อง (CR) ซึ่งทุกค่าต่ำกว่า 0.10 ยืนยันความเข้มงวดของระเบียบวิธี การศึกษาสนับสนุนว่าการคัดเลือกผู้จัดหาควรพิจารณาปัจจัยหลายมิติอย่างเป็นระบบ แทนการพึ่งพิงเฉพาะต้นทุน กรอบงานมีศักยภาพประยุกต์ใช้กับโครงการโครงสร้างพื้นฐานสาธารณะและโรงพยาบาล ที่การจัดซื้อส่งผลต่อประสิทธิภาพ มาตรฐานสิ่งแวดล้อม และผลลัพธ์เชิงบวกต่อสังคม งานวิจัยช่วยพัฒนาแนวปฏิบัติการจัดการผู้จัดหาเชิงกลยุทธ์และการตัดสินใจ อิงหลักฐานเชิงประจักษ์ในการจัดซื้อจัดจ้างด้านการก่อสร้าง โดยเฉพาะโครงการที่คุณภาพและความน่าเชื่อถือสำคัญต่อสวัสดิการสาธารณะและความยั่งยืนระยะยาว</p> กณพ วัฒนา อิสริยพร หลวงหาญ ธนภูมิ เฟื่องเพียร เจนศักดิ์ คชนิล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-11-30 2025-11-30 8 2 12 25 การทดสอบคุณสมบัติฉนวนกันความร้อนจากเส้นใยใบสับปะรดและเส้นใยปอสา https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JTI_URU/article/view/3952 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาหาอัตราส่วนที่เหมาะสมในการกันความร้อนจากแผ่นฉนวน และเพื่อศึกษาการต้านทานความร้อนของวัสดุผสมเส้นใยใบสับปะรด และเส้นใยปอสากับน้ำยางพาราธรรมชาติ โดยเปรียบเทียบกับมาตรฐาน JIS 5905 และ JIS 5908 การทดลองเริ่มจากการเตรียมเส้นใยใบสับปะรดและเส้นใยปอสาให้มีขนาดเหมาะสมผสมกับน้ำยางพาราธรรมชาติในอัตราส่วนโดยน้ำหนัก 30:0:70, 30:30:40, 30:35:35, 30:40:30 และ 30:70:00 และขึ้นรูปเป็นแผ่นฉนวน จากนั้นจึงทดสอบสมบัติทางกายภาพโดยใช้กล่องทดลองขนาด 20×20×25 ลูกบาศก์เซนติเมตร จำลองเป็นห้องทดลองที่มีแผ่นฉนวนจากเส้นใยติดตั้งไว้ตรงกลาง ในส่วนของด้านบนแผ่นฉนวนจะวางแผ่นฮีตเตอร์ไว้ตรงกลางเพื่อทำความร้อน ส่วนด้านล่างของแผ่นฉนวนจะติดตั้งสายเทอร์โมคับเปิลให้แนบกับแผ่นฉนวนโดยอยู่กึ่งกลางแผ่น ผลการทดลองพบว่า แผ่นฉนวนมีค่าความหนาแน่นอยู่ระหว่าง 0.10-0.16 g/cm³ และปริมาณความชื้นอยู่ในช่วง 7.79-18.77% โดยอัตราส่วนที่เหมาะสมที่สุดคือ 30:30:40 เนื่องจากให้ความหนาแน่นและการยึดเกาะของเส้นใยที่เหมาะสม ค่าการนำความร้อนของแผ่นฉนวนอยู่ในช่วง 0.076-0.134 W/m·°C และค่าการต้านทานความร้อนอยู่ในช่วง 0.138-0.155 m²·°C /W ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมสำหรับการใช้งานเป็นฉนวนกันความร้อน เมื่อนําไปเปรียบเทียบกับแผ่นฉนวนกันความร้อนในเชิงพาณิชย์ โดยพิจารณาที่ขนาด 60 × 60 ตารางเซนติเมตร พบว่า แผ่นฉนวนกันความร้อนจากเส้นใยใบสับปะรด และเส้นใยปอสา มีต้นทุนการผลิตอยู่ที่ 60.36 บาทต่อแผ่น ซึ่งราคาถูกกว่าฉนวนใยแก้ว 20.32% และถูกกว่าฉนวนโพลีสไตรีน (PS Foam) 32.18%</p> ปัทมาพร บุตรทอง ยสินทินี เอมหยวก ปฏิพัทธิ์ ถนอมพงษ์ชาติ อนุชา ริกากรณ์ ณัฐวุฒิ หลิ่วพิริยะวงศ์ อำนาจ ตงติ๊บ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-11-30 2025-11-30 8 2 26 36 การพัฒนาและประเมินประสิทธิภาพเทคโนโลยีการแปรรูปเมล็ดกาแฟโรบัสต้าเพื่อเพิ่มมูลค่าสำหรับเกษตรกรรายย่อย https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JTI_URU/article/view/4114 <p>เนื่องจากเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟโรบัสต้าในอำเภอลับแล จังหวัดอุตรดิตถ์ ไม่มีศักยภาพในการนำผลผลิตมาทำการแปรรูปเพื่อเพิ่มมูลค่าเนื่องจากขาดเทคโนโลยีที่เหมาะสม จึงทำให้ขายผลผลิตได้ราคาต่ำเนื่องการถูกกดราคาจากพ่อค้าคนกลาง การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการจัดการผลผลิตเมล็ดกาแฟหลังการเก็บเกี่ยว และ 2) พัฒนาและประเมินประสิทธิภาพเทคโนโลยีการแปรรูปที่เหมาะสมกับเกษตรกรรายย่อย ซึ่งประกอบด้วยเครื่องกะเทาะเปลือกและเครื่องคั่วเมล็ดกาแฟ ผลจากการศึกษาบริบทของเกษตรกรพบว่าร้อยละ 95 ของเกษตรกรในพื้นที่นิยมขายผลผลิตในรูปแบบของเมล็ดกาแฟดิบ ราคาเพียงกิโลกรัมละ 8-12 บาท ส่วนผลการประเมินประสิทธิภาพของเครื่องกะเทาะเปลือกเมล็ดกาแฟด้วยการปรับตั้งระยะความห่างของชุดหินขัดและชุดยางขัด 3 ระดับ คือ 2, 3 และ 4 มิลลิเมตร ที่ความเร็วรอบแกนเพลาคงที่ 24 รอบต่อนาที พบว่าการปรับตั้งระยะห่างชุดหินขัดที่ระยะห่าง 2 มิลลิเมตร จะให้ค่าเฉลี่ยของสัดส่วนเมล็ดที่ไม่แตกสูงที่สุด 58.50% แต่ความแตกต่างนี้ยังไม่มีนัยสำคัญทางสถิติเมื่อเทียบกับระยะห่าง 3 และ 4 มิลลิเมตร ส่วนผลการประเมินประสิทธิภาพของเครื่องคั่วเมล็ดสารกาแฟ พบว่าระดับการคั่วที่แตกต่างกัน (อ่อน, กลาง, เข้ม) มีผลทำให้น้ำหนักของเมล็ดกาแฟหลังคั่วแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติค่า P-value (&lt; 0.001) ซึ่งน้อยกว่าระดับนัยสำคัญ 0.05 อย่างชัดเจน อีกทั้งยังพบว่าระดับการคั่วส่งผลต่อความชื้นของเมล็ดกาแฟหลังคั่วอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ P-value ที่ระดับ 0.009 โดยเมล็ดกาแฟคั่วระดับอ่อนมีความชื้นเฉลี่ยสูงสุด 8.20% ในขณะที่ระดับกลางและความเข้มมีความชื้นลดหลั่นลงมาตามลำดับ 7.88% และ 7.26% จึงสรุปได้ว่าเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้นมานี้มีศักยภาพในการช่วยให้เกษตรกรสามารถแปรรูปผลผลิตเพื่อเพิ่มมูลค่า สร้างรายได้ และส่งเสริมอุตสาหกรรมแปรรูปกาแฟในระดับชุมชนได้อย่างยั่งยืน</p> ไพโรจน์ นะเที่ยง พจน์ ชัยอ้าย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-11-30 2025-11-30 8 2 37 50 การทดลองสร้างสีจากการผสมสารสีและสารต้านออกซิเดชันในยางรักจีน https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JTI_URU/article/view/4180 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาสีจากยางรักจีน โดยการผสมสารให้สีและสารต้านออกซิเดชัน เพื่อประเมินคุณภาพของผิวเคลือบในงานศิลปหัตถกรรมร่วมสมัย โดยทดลองใช้สารให้สีทั้งจากธรรมชาติ (ผงใบเตย) และอนินทรีย์ (Chromium Oxide Green) ร่วมกับวิตามินซี (L-Ascorbic Acid) เป็นสารต้านออกซิเดชัน ผลการทดลองพบว่า สูตรที่ประกอบด้วย Chromium Oxide Green ให้เฉดสีเขียวเข้มชัดเจน แต่มีข้อจำกัดด้านการยึดเกาะกับพื้นผิว ทำให้เกิดการหลุดร่อนของเม็ดสี ขณะที่สูตรจากใบเตยให้เฉดสีอ่อนกว่า แต่มีคุณสมบัติการยึดเกาะผิวที่ดีกว่าและปลอดภัยต่อการใช้งาน ทั้งนี้ วิตามินซีช่วยลดการหมองคล้ำและคงสภาพสีในทุกสูตรอย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงแนวทางการพัฒนาองค์ความรู้วัสดุสีจากธรรมชาติที่ยั่งยืนและปลอดภัย โดยเฉพาะในบริบทงานหัตถกรรมและเครื่องประดับของไทยที่ต้องการผสมผสานวิทยาศาสตร์กับภูมิปัญญาท้องถิ่นอย่างสมดุล</p> ยุวดี ทองอ่อน ธวัช พะยิ้ม ประภาดา พันธ์สดประภา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 คณะเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-11-30 2025-11-30 8 2 51 58