https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JTEP/issue/feed วารสารเทคโนโลยีและวิศวกรรมก้าวหน้า 2025-12-30T06:34:58+07:00 ผศ.ดร. ฤทธิชัย เภาเนียม Jtep.journal@mail.rmutk.ac.th Open Journal Systems <p><strong>เกี่ยวกับวารสาร</strong><br />วารสารเทคโนโลยีและวิศวกรรมก้าวหน้า (Journal of Technology and Engineering Progress : JTEP) เป็นวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพ คณะวิศวกรรมศาสตร์ ร่วมกับ สมาคมเทคโนโลยีและนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์ (ICTA) ซึ่งมีนโยบายรับตีพิมพ์บทความคุณภาพสูงในด้านเทคโนโลยีและวิศวกรรม โดยเผยแพร่เป็นราย 6 เดือน ซึ่งตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ (ฉบับละ 8 - 12 บทความ) และ มีการดำเนินงาน จัดพิมพ์บทความประเภทต่าง ๆ ได้แก่ บทความวิจัย (Research paper) บทความวิชาการ (Academic paper) และบทความปริทัศน์ (Review article)<br /><strong>ISSN</strong> 3027-6500 (Online) <br /><strong>Start year:</strong> 2566<br /><strong>Language:</strong> ไทย<br /><strong>Publication charge:</strong> ไม่มีค่าใช้จ่าย <br /><strong>Free access:</strong> ทันที<br /><strong>Issues per year :</strong> 2 ฉบับ (ทุก 6 เดือนต่อฉบับ)</p> https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JTEP/article/view/4503 การหาค่าที่เหมาะสมของตัวแปรในกระบวนการกัดเซาะโลหะด้วยไฟฟ้าสำหรับวัสดุเหล็กกล้าแม่พิมพ์งานเย็น เกรด DCMX 2025-12-22T09:22:51+07:00 ทนงศักดิ์ คงสินธุ์ tanongsak.k@cit.kmutnb.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลและหาค่าที่เหมาะสมของตัวแปรในกระบวนการกัดเซาะโลหะด้วยไฟฟ้า ที่มีต่ออัตราการขจัดเนื้องาน ของเหล็กกล้าแม่พิมพ์งานเย็นเกรด DCMX ที่ผ่านกระบวนการชุบแข็ง (58-60 HRC) การทดลองใช้การออกแบบแบบส่วนประสมกลาง (Central Composite Design) และวิเคราะห์ผลด้วยวิธีการพื้นผิวตอบสนอง (Response Surface Methodology) โดยกำหนดตัวแปรอิสระ 4 ตัว ได้แก่ กระแสไฟฟ้า เวลาเปิด ปัจจัยประสิทธิภาพ และช่องว่างระหว่างอิเล็กโตรด ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวนพบว่าตัวแปรทั้ง 4 มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อค่าอัตราการขจัดเนื้องาน โดยแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ที่สร้างขึ้นมีความแม่นยำสูงด้วยค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ R<sup>2 </sup>เท่ากับ 99.38% จากการวิเคราะห์เพื่อหาค่าที่เหมาะสมที่สุด (Optimization) พบว่าสภาวะที่ให้ค่าอัตราการขจัดเนื้องานสูงที่สุด คือ กระแสไฟฟ้า 18 A, เวลาเปิด 150µs, ปัจจัยประสิทธิภาพ 82%, และช่องว่างระหว่างอิเล็กโตรด 15 µm ผลการทดลองยืนยันสภาวะดังกล่าวได้ค่าเฉลี่ยอัตราการขจัดเนื้องานที่ 26.4674 mm<sup>3</sup>/min ซึ่งมีความคลาดเคลื่อนจากค่าพยากรณ์เพียง 4.07%</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีและวิศวกรรมก้าวหน้า https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JTEP/article/view/4353 การปรับปรุงวัสดุทดแทนซีเมนต์จากหญ้าขจรจบสำหรับผลิตคอนกรีตบล็อก 2025-11-23T16:14:54+07:00 ณปภัช คงฤทธิ์ napaphat.s@rmutsv.ac.th จักรพงษ์ จิตต์จำนงค์ Jakkrapong.J@rmutsv.ac.th พลสรรค์ แซ่เตียว phonsan.s@rmutsv.ac.th ปนัดดา โสฬส panadda.s@rmutsv.ac.th วันนาเดีย นาแว wannadear.n@rmutsv.ac.th <p>งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาองค์ประกอบทางเคมีโดยใช้เครื่องเอกซเรย์ฟลูออเรสเซนต์สเปกโทรมิเตอร์ เปรียบเทียบสมบัติทางกายภาพของมอร์ตาร์หญ้าขจรจบระหว่างใช้สารโซเดียมไฮดรอกไซต์ที่ความเข้มข้น 15 เปอร์เซ็นต์กับไม่ใช้สารโซเดียมไฮดรอกไซต์ในการปรับปรุงพื้นผิวสำหรับผลิตคอนกรีตบล็อก อัตราส่วนหญ้าขจรจบแทนที่ซีเมนต์ร้อยละ 0 10 20 และ 30 โดยน้ำหนัก โดยใช้บล็อกอะคริลิคขนาด 5×5×5 เซนติเมตร ทำการทดสอบความสามารถในการรับแรงอัด ค่าความหนาแน่นของมอร์ตาร์หญ้าขจรจบบ่มที่อายุ 0 14 และ 28 วัน ผลการทดสอบพบว่าค่าเฉลี่ยกำลังอัดและค่าความหนาแน่น ของมอร์ตาร์หญ้าขจรจบที่ไม่ปรับปรุงพื้นผิวด้วยโซเดียมไฮดรอกไซด์ มีค่าเฉลี่ยกำลังอัดมากที่สุดผ่านการบ่มเป็นระยะเวลา 14 วัน มอร์ตาร์หญ้าขจรจบแทนที่ซีเมนต์ร้อยละ 30 เท่ากับ 14.25 เมกะปาสคาล และมอร์ตาร์หญ้าขจรจบที่มีค่าความหนาแน่นมากที่สุดผ่านการบ่มเป็นระยะเวลา 14 วัน มอร์ตาร์หญ้าขจรจบแทนที่ซีเมนต์ร้อยละ 10 มีค่า เท่ากับ 1.59 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร มอร์ตาร์หญ้าขจรจบที่ปรับปรุงพื้นผิวด้วยโซเดียมไฮดรอกไซด์ มีค่าเฉลี่ยกำลังอัดมากที่สุดผ่านการบ่มเป็นระยะเวลา 0 วัน มอร์ตาร์หญ้าขจรจบแทนที่ซีเมนต์ร้อยละ 20 เท่ากับ 12.19 เมกะปาสคาล มอร์ตาร์หญ้าขจรจบที่มีค่าความหนาแน่นมากที่สุดผ่านการบ่มเป็นระยะเวลา 14 วัน มอร์ตาร์หญ้าขจรจบแทนที่ซีเมนต์ร้อยละ 20 เท่ากับ 1.73 กรัมต่อลูกบาศก์เซนติเมตร ปริมาณของเส้นใยหญ้าขจรจบและระยะเวลาในการบ่มที่มีผลต่อค่าความหนาแน่นและค่ากำลังอัด</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีและวิศวกรรมก้าวหน้า https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JTEP/article/view/4057 การวิเคราะห์พฤติกรรมความล้าของเพลารองในรถปิกอัพ 2025-09-06T19:38:01+07:00 อภิวัฒน์ ฐิติวัฒน์วรรุจี boonmagvisa@gmail.com ประเสริฐ เสกกล้า Prasoet.sekkla@effem.com ดนุสรณ์ เหลียงพานิช danusorn.juice@gmail.com กฤษณะ นามโยธา Prasoet.sekkla@effem.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการประเมินอายุความล้าในเพลารองภายใต้ความเค้นสลับ (Cyclic load) ของเหล็กกล้า SCM420 โดยมุ่งเน้นศึกษาชิ้นงานทดสอบที่ได้จากตัวอย่างเพลารองในรถยนต์ที่ผ่านการใช้งานและเพลาใหม่ ทำการทดสอบด้วยเครื่องทดสอบความล้าแบบ R.R. Moore ชิ้นงานทดสอบมีทั้งหมด 5 ชิ้น ขนาดความยาว 90 มม. เส้นผ่านศูนย์กลาง 8 มม. กำหนดให้ภาระที่กระทำแตกต่างกันตามลูกตุ้มน้ำหนัก 5 ระดับ คือ 60 80 100 120 และ 140 N ผลการทดสอบพบว่ากราฟมีลักษณะลดลงเป็นเส้นโค้ง จำนวนรอบที่นับได้สูงสุดของเพลาเก่าที่ผ่านการใช้งานอยู่ที่ 2,618, 628 รอบ และจำนวนรอบที่นับได้สูงสุดของเพลาใหม่อยู่ที่ 4,158,674 รอบ โดยใช้น้ำหนักถ่วงเท่ากัน คือ 60 N เมื่อเปรียบเทียบจะมีอายุการใช้งานแตกต่างกันถึง 10 เท่า สรุปได้ว่าเมื่อลดระดับความเค้นที่กระทำต่อชิ้นทดสอบให้น้อยลง อายุการล้าจะมีค่าเพิ่มสูงขึ้นโดยเป็นไปตามลักษณะเส้น S-N Curve และผลลัพธ์ของการประเมินอายุความล้าจากการทดสอบด้วยเครื่องแบบ R.R. Moore นำมาเปรียบเทียบกับผลของการจำลองเชิงตัวเลขด้วยโปรแกรม Ansys ปรากฏว่าอัตราการประเมินด้วยโปรแกรม Ansys สูงกว่าการทดลองประมาณ 5%</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีและวิศวกรรมก้าวหน้า https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JTEP/article/view/4302 การผลิตเยื่อกระดาษจากเส้นใยใบสับปะรดสำหรับทำกระดาษนำไฟฟ้า 2025-10-06T22:23:12+07:00 ศิริธร ใยสูง boonchai.d@mail.rmutk.ac.th สุธิดา อ่ำบางกระทุ่ม apichard.p@mail.rmutk.ac.th บุญชัย ด้วงสวัสดิ์ boonchai.d@mail.rmutk.ac.th อาฒยา สันตะกุล boonchai.d@mail.rmutk.ac.th สุพจน์ สระทองหลาง apichard.p@mail.rmutk.ac.th ชุติมา อุปถัมภ์ boonchai.d@mail.rmutk.ac.th อภิชาติ พองพลา Apichard.p@mail.rmutk.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีที่เหมาะสมในการทำกระดาษนำไฟฟ้าจากเส้นใยใบสับปะรด เริ่มจากการหาเงื่อนไขที่ดีที่สุดในการทำกระดาษจากใบสับปะรด โดยศึกษาชนิดของตัวทำละลายที่ดีที่สุดระหว่างน้ำประปา และน้ำปูนใส นอกจากนี้ยังศึกษาระยะเวลาที่ดีที่สุดในขั้นตอนการต้มเส้นใยในสารละลายทั้งสอง โดยศึกษาเวลาต้ม 2, 4 และ 6 ชั่วโมงตามลำดับ พบว่าเงื่อนไขที่ดีที่สุดคือ ต้มเส้นใยใบสับปะรดในน้ำปูนใส ระยะเวลา 6 ชั่วโมง กระดาษที่ได้มีลักษณะการกระจายตัวของเยื่ออย่างสม่ำเสมอ การยึดเกาะ และความหนาแน่นของเยื่อมากเพียงพอที่นำมาทำกระดาษ ดูได้จากภาพถ่ายจากกล้องจุลทรรศน์ และน้ำหนักของกระดาษ หลังจากนั้นทดสอบคุณภาพของกระดาษ ได้แก่ น้ำหนักเฉลี่ยของกระดาษมีค่าเท่ากับ 3.77±0.02 กรัม, การวัดมุมสัมผัสของกระดาษมีค่าเท่ากับ 104.30±0.00 องศา, การหาสภาพยืดหยุ่นของกระดาษมีค่าเท่ากับ 1.60x10<sup>6</sup> นิวตันต่อตารางเมตร และสมบัติการทึบแสงของกระดาษมีค่าเท่ากับ 9.40±0.01 ลักซ์ ซึ่งมีคุณสมบัติเหมาะสมนำไปประยุกต์ในการทำกระดาษนำไฟฟ้าเบื้องต้น หลังจากนั้นนำกระดาษตามเงื่อนไขที่ดีที่สุดมาผสมกับคาร์บอนนาโนทิวบ์โดยทำการวัดสภาพการนำไฟฟ้าจากกระดาษที่ผสมคาร์บอนนาโนทิวบ์ที่ความเข้มข้น 2%, 3%, 4%, 5% w/w ได้ค่าดังนี้ 2.50x10<sup>-5</sup> โอห์ม, 2.94x10<sup>-4 </sup>โอห์ม, 4.05x10<sup>-4</sup> โอห์ม และ 2.06x10<sup>-3</sup> โอห์ม สรุปได้ว่าสภาพการนำไฟฟ้าเพิ่มขึ้นตามปริมาณคาร์บอนนาโนทิวบ์ที่ใส่เข้าไป</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีและวิศวกรรมก้าวหน้า https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JTEP/article/view/4067 การเปรียบเทียบอายุความล้าของเหล็ก SCM 420 ที่ผ่านการชุบแข็งด้วยน้ำมันและการเคลือบผิวด้วยสารเคลือบ AlCrTiSiN 2025-12-04T12:20:59+07:00 เจริญ หมื่นจร boonmagvisa@gmail.com ธนวัฒน์ ม่วงไหมทอง artmuangmaithong@gmail.com ศิริชัย ไตรสูงเนิน Artmuangmaithong@gmail.com ธนิต แต่งศรี boonmagvisa@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินอายุการล้าของเพลาที่ทำจากเหล็กกล้าผสมคาร์บอนต่ำ JIS-SCM 420 โดยมีการเปรียบเทียบระหว่างชิ้นงานที่ผ่านวิธีการชุบแข็งด้วยน้ำมัน และการเคลือบผิวด้วย AlCrTiSiN มีการวัดค่าความหยาบผิว การวัดความหนาของชั้นเคลือบผิว และการทดสอบด้วยเครื่องทดสอบความล้าแบบ R.R. Moore ผลของการวัดค่าความหยาบผิวเฉลี่ย (Ra) ของชิ้นงานที่ผ่านการชุบแข็งด้วยน้ำมันเท่ากับ 1.089 µm และชิ้นงานที่ผ่านเคลือบผิวด้วย AlCrTiSiN มีค่าความหยาบผิวเท่ากับ 0.322 µm ชิ้นงานที่เคลือบผิวด้วย AlCrTiSiN มีค่าความแข็งเท่ากับ 190.8 HB และสูงกว่าชั้นเคลือบการชุบแข็งด้วยน้ำมันมีค่าความแข็งเท่ากับ 67 HB ความแข็งที่เพิ่มสูงขึ้นเป็นผลมาจากการเติมธาตุซิลิกอน จนส่งผลให้ขอบเกรนมีความละเอียดเพิ่มขึ้น จำนวนรอบที่ได้จากการทดสอบความล้าสูงสุดของคือชิ้นงานที่เคลือบผิวด้วยสาร AlCrTiSiN อยู่ที่ 1,841,537 รอบ และ การชุบแข็งด้วยน้ำมันอยู่ที่ 1,521,942 รอบ มีค่าแตกต่างกัน 21% จึงสรุปได้ว่าชิ้นงานที่เคลือบผิวด้วยสาร AlCrTiSiN มีอายุการใช้งานที่มากกว่าชิ้นงานที่ผ่านชุบแข็งด้วยน้ำมัน</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีและวิศวกรรมก้าวหน้า https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JTEP/article/view/4058 การศึกษาผลกระทบของพฤติกรรมการเสียรูปภายใต้การชนของยานพาหนะในเสาดูดซับพลังงานสูง 2025-10-21T15:21:21+07:00 ยงยศ จันทร์ปาน ohm4617@gmail.com นราชัย จิตรณรงค์ boonmagvisa@gmail.com อุไรรัตน์ แจ่มสงวน boonmagvisa@gmail.com ศุภศิษฏ์ มาลา Nickzakata@hotmail.com เจษฎากร ลามโยไทย Nickzakata@hotmail.com ผดุงเดช แคนไชย ohm4617@gmail.com ณัฐวุฒิ พัฒนะมงคงเงิน ohm4617@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมบัติทางกลของเสาซับแรงแบบ A ทรงแปดเหลี่ยมที่ทำมาจากเหล็กรีดร้อนเกรด SS400 ผ่านขบวนการเคลือบด้วยสังกะสี ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 150 มม. หนา 2.3 มม. แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้จากการทดสอบมาเปรียบเทียบกับเสาแบบ B ทรงกลม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 90 มม. หนา 3.3 มม. และเสาแบบ C ทรงแปดเหลี่ยม ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 100 มม. หนา 2.3 มม. มีการใช้เทคนิคของการต่อด้วยหมุดย้ำที่ระยะพิตช์ 150 มม. ขั้นตอนในการทดสอบใช้เครื่องกดทดสอบการเสียรูป และการสร้างแบบจำลองโครงสร้างของเสาด้วยวิธีไฟไนต์เอลิเมนต์ที่จำลองขึ้นจากแบบของเสาเพื่อให้เห็นรายละเอียดพฤติกรรมในการเสียรูปของเสาทั้ง 3 ชนิด ผลการทดลองพบว่าการเสียรูปของเสาเปรียบเทียบกับผลของการจำลองเชิงตัวเลขด้วยโปรแกรมปรากฏว่าการจำลองเชิงตัวเลขมีค่าสูงกว่าการทดสอบการเสียรูปประมาณ 3% ซึ่งถือว่าสมเหตุสมผล เส้นผ่านศูนย์กลางที่ใหญ่ขึ้นและความหนาที่เท่ากันจะมีเปอร์เซ็นต์การเสียรูปที่แตกต่างกัน และสามารถสรุปได้ว่าเสาแบบ A ทรงแปดเหลี่ยมมีความสามารถในการดูดซับพลังงานสูงสุด ดังนั้นจึงถือได้ว่าเสาแบบ A เป็นตัวเลือกที่มีศักยภาพสำหรับการออกแบบเสาดูดซับพลังงานสูงได้</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีและวิศวกรรมก้าวหน้า https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JTEP/article/view/4499 การศึกษาอิทธิพลของพารามิเตอร์งานกลึงที่ส่งผลต่อลักษณะพื้นผิววัสดุชิ้นงานไทเทเนียม (Ti-6Al-4V) 2025-12-20T16:16:37+07:00 ชาตรี นุชนาง chatree.de63@mail.rmutk.ac.th ไพรัตน์ พลบุตร Obb_april@hotmail.com <p>งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาพารามิเตอร์สำหรับงานกลึงที่ส่งผลต่อลักษณะพื้นผิววัสดุชิ้นงานไทเทเนียม (Ti-6Al-4V) โดยการทดลองกลึงปอกบนเครื่องกลึงแบบอัตโนมัติด้วยเม็ดมีดแบบไม่ชุบเคลือบผิวภายใต้สภาวะการตัดเฉือนที่ปราศจากการใช้สารหล่อเย็น พารามิเตอร์สำหรับการตัดเฉือนที่ทำการศึกษาประกอบด้วย ความเร็วตัด (Cutting speed) อัตราป้อน (Feed rate) และความลึกของการตัด (Depth of cut) ผลจากการทดลองการตัดเฉือน พบว่า ความหยาบผิวเฉลี่ยแบบสิบจุด (Rz) ลดลงเมื่อความเร็วตัดเพิ่มมากขึ้น โดยความหยาบผิวเฉลี่ยแบบสิบจุดจะลดลงจาก 11.58 ไมโครเมตร เป็น 8.58 ไมโครเมตร จากการควบคุมความเร็วตัด 150.0 เมตรต่อนาที ถึง 262.5 เมตรต่อนาที การลดลงของความหยาบผิวชิ้นงานอาจเป็นผลมาจากความเร็วตัดที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้วัสดุชิ้นงานเกิดการออ่นตัวเนื่องจากความร้อนเป็นเหตุให้แรงที่ใช้ในกระบวนการตัดเฉือนลดลง ในขณะที่ความหยาบผิวเฉลี่ยจะเพิ่มขึ้นตามอัตราป้อนเกิดจากอัตราการที่สูงขึ้นเป็นการเพิ่มความหนาของเศษวัสดุซึ่งส่งผลโดยตรงต่อลักษณะพื้นผิววัสดุชิ้นงานจากการสัมผัสของขอบเครื่องมือคมตัด นอกจากนี้ความหยาบผิววัสดุชิ้นงานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามระดับความลึกของการตัด โดยที่ระดับความลึกของการตัด 0.3 มิลลิเมตรต่อรอบ มีความหยาบผิวเฉลี่ย 16.7 ไมครเมตร</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีและวิศวกรรมก้าวหน้า https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JTEP/article/view/4421 การศึกษาโครงสร้างจุลภาคและสมบัติเชิงกลโลหะผสมทองแดง-นิกเกิล-โครเมียมในกระบวนการอบอ่อน 2025-11-05T15:10:26+07:00 อภิชาติ แสนรัษฎากร danainut.ja@rmuti.ac.th ดนัยณัฐ จันปุ่ม danainut.ja@rmuti.ac.th <p>โลหะผสมทองแดง-นิกเกิล-โครเมียม (Cu-Ni30-Cr2) เป็นวัสดุที่ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของอุตสาหกรรมที่ต้องใช้วัสดุที่ทนทานต่อการกัดกร่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมทางทะเล แต่เนื่องด้วยโครงสร้างแบบเดนไดรต์ และพฤติกรรมระหว่างการแข็งตัวของวัสดุซึ่งนำไปสู่คุณสมบัติแอนไอโซทรอปิ วัสดุนี้จึงเป็นอุปสรรคในกระบวนการขึ้นรูปและการกระบวนการแมกชีนนิ่ง ในการศึกษานี้ ผู้วิจัยมีความสนใจที่จะนำเสนอกระบวนการอบอ่อนในการทดลองเพื่อให้ทราบถึงพฤติกรรมโครงสร้างจุลภาคและสมบัติเชิงกลของวัสดุเดิมกับวัสดุที่ผ่านกระบวนการอบอ่อน โดยใช้อุณหภูมิคงที่ 500 องศาเซลเซียล เป็นเวลา 3 ชั่วโมง ซึ่งผลการทดลองพบว่าการใช้กระบวนการอบอ่อน ในด้านโครงสร้างจุลภาค พบว่ากระบวนการอบอ่อนมีการกระจายตัวองค์ประกอบที่ดีขึ้น มีส่วนช่วยเพิ่มความเหนียวของวัสดุ ในด้านค่าความแข็งสูงสุด 186 HV สรุปได้ว่ากรรมวิธี As-cast + Annealing เป็นกระบวนการที่เหมาะสมที่สุดในการทดสอบของงานวิจัยนี้ เหมาะสำหรับการประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมที่มีความต้องการสูงด้านความทนทาน เช่น อุตสาหกรรมพลังงาน และอุตสาหกรรมทางทะเล</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีและวิศวกรรมก้าวหน้า