วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech <p>วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ <span style="font-size: 0.875rem;">เป็นวารสารราย 4 เดือน (ปีละ 3 ฉบับ) ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม-เมษายน ฉบับที่ 2 เดือน พฤษภาคม-สิงหาคม ฉบับที่ 3 เดือน กันยายน-ธันวาคม </span></p> คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ th-TH วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ 2586-8101 สมการไดโอแฟนไทน์ 3^x+p^y.q^z=u^2 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4355 <p>ในงานวิจัยนี้ได้ศึกษาและหาผลเฉลยจำนวนเต็มที่ไม่เป็นลบทั้งหมดของสมการไดโอแฟนไทน์&nbsp; <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;3^{x}&amp;plus;p^{y}\cdot&amp;space;q^{z}=u^{2}" alt="equation"> &nbsp;เมื่อ <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?x,y,z" alt="equation">&nbsp; และ <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?u" alt="equation"> เป็นจำนวนเต็มที่ไม่เป็นลบ และ <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?p,q" alt="equation"> เป็นจำนวนเฉพาะ โดยที่ <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?p\equiv&amp;space;5(mod&amp;space;12)" alt="equation"> และ&nbsp;&nbsp;<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?q\equiv&amp;space;5(mod&amp;space;12)" alt="equation"> โดยใช้การพิสูจน์ตามหลักการทางคณิตศาสตร์ประกอบกับความรู้พื้นฐานทางทฤษฎีจำนวน เช่น จำนวนเฉพาะ สมภาค และสัญลักษณ์เลอจองค์ เป็นต้น ผลการวิจัยพบว่า สมการดังกล่าวมีผลเฉลยจำนวนเต็มที่ไม่เป็นลบเพียงผลเฉลยเดียว คือ <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\left(x,y,z,u\right)=\left(1,0,0,2\right)" alt="equation"> <strong>&nbsp;</strong>นอกจากนี้ ผลงานวิจัยดังกล่าวสามารถนำไปใช้ในการหาผลเฉลยจำนวนเต็มที่ไม่เป็นลบของสมการไดโอแฟนไทน์ <img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;3^{x}&amp;plus;p^{y}\cdot&amp;space;q^{z}=u^{2t}" alt="equation"> เมื่อ&nbsp;<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?t" alt="equation"> เป็นจำนวนเต็มที่ไม่เป็นลบ</p> สุธน ตาดี ณัฏฐ์วัฒน์ สามาอาภัตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 10 1 การสังเคราะห์วัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์เพื่อดูดซับสีย้อมในน้ำเสียสังเคราะห์ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4463 <p>การสังเคราะห์วัสดุโครงข่ายโลหะอินทรีย์ (Metal Organic Frameworks: MOF) เพื่อดูดซับสีย้อมเมทิลออเรนจ์ในน้ำเสียสังเคราะห์โดยทำการสังเคราะห์วัสดุ MOF ได้แก่ MOF-Ni-DMF และ MOF-Ni-DI ซึ่งใช้นิกเกิลไดคลอไรด์เฮกซะไฮเดรต (Nickel (II) chloride hexahydrate) และกรดเบนซีน-1,3,5-ไตรคาร์บอกซิลิก (BTC) โดยที่ MOF-Ni-DMF ใช้ไดเมทิลฟอร์มาร์ไมด์ (DMF) เป็นตัวทำละลาย ขณะที่ MOF-Ni-DI ใช้น้ำเป็นตัวทำละลาย MOF ทั้งสองถูกสังเคราะห์ภายใต้อุณหภูมิ 120°C เป็นเวลา 24 ชั่วโมง โดยวัสดุ MOF ที่สังเคราะห์ได้ทั้งสองชนิด มีลักษณะเป็นผงสีเขียวอ่อน นำมาวิเคราะห์ลักษณะสมบัติทางกายภาพและเคมี ได้แก่ การวิเคราะห์หมู่ฟังก์ชันด้วยเครื่องสเปกโตรโฟโตมิเตอร์อินฟราเรดแบบฟูเรียร์ทรานสฟอร์ม (Fourier Transform Infrared Spectrophotometer; FTIR) ปรากฏพีคของ Ni-O บริเวณ 720 cm<sup>-1</sup> พีคหมู่คาร์บอกซิเลต (-COO) กับโลหะนิกเกิล ในช่วง 1650-1350 cm<sup>-1</sup> พีคหมู่คาร์บอนิล (C=O) บริเวณ 1720 cm<sup>-1</sup> และพีคหมู่ไฮดรอกซิล (-OH) บริเวณ 3400 cm<sup>-1</sup> โลหะและสารอินทรีย์มีการสร้างพันธะกันโดยมีทั้งโลหะนิกเกิล และ BTC อยู่ในโครงสร้างของทั้งสอง จากการวิเคราะห์โครงสร้างผลึกด้วยเทคนิคการเลี้ยวเบนรังสีเอกซ์ (X-ray Diffractometer; XRD) พบว่า MOF-Ni-DMF มีโครงสร้างผลึกที่เป็นระเบียบ (Crystalline Structure) และ MOF-Ni-DI ปรากฏพีคที่มีลักษณะไม่คมชัดที่แสดงถึงลักษณะของวัสดุที่มีการจัดเรียงตัวของผลึกที่เป็นโครงสร้างอสัณฐาน (Amorphous Structure)&nbsp; โดยมีค่า Zeta potential ของ&nbsp; MOF-Ni-DMF เท่ากับ –12.7 mV และ MOF-Ni-DI เท่ากับ –15.2 mV ตามลำดับ จากนั้นนำวัสดุทั้งสองมาศึกษาความสามารถในการดูดซับเมทิลออเรนจ์ในน้ำเสียสังเคราะห์ โดยมีความเข้มข้นของเมทิลออเรนจ์ที่ระดับ 20, 50 และ 100 mg/L ปริมาตร 30 mL ใช้ MOF-Ni-DMF และ MOF-Ni-DI ปริมาณ 10 mg ที่ค่า pH 5.6 และอุณหภูมิ 25 °C ทดสอบภายใต้ช่วงเวลาการสัมผัส 20, 40, 60 และ 80 นาที พบว่าการดูดซับเข้าสู่สมดุลที่ 40 นาที MOF-Ni-DMF มีความสามารถในการดูดซับสูงกว่า MOF-Ni-DI ในทุกระดับความเข้มข้นของเมทิลออเรนจ์ โดยดูดซับได้ดีที่ความเข้มข้น 20 mg/L MOF-Ni-DMF และ MOF-Ni-DI ดูดซับได้ 141.73 และ 98.67 mg/g ตามลำดับ หรือคิดเป็นประสิทธิภาพ 99.52% และ 69.28% ตามลำดับ &nbsp;MOF-Ni-DMF และ MOF-Ni-DI มีพฤติกรรมการดูดซับสอดคล้องกับแบบจำลอง Freundlich Isotherm โดยมีค่า R² เท่ากับ 0.99937 และ 0.62949 ตามลำดับ</p> วนิดา ชูอักษร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 10 1 การพัฒนาแอปพลิเคชันจองนวดแผนไทย สำหรับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4443 <p>การวิจัยในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์และออกแบบแอปพลิเคชันจองนวดแผนไทย สำหรับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล 2) เพื่อสร้างต้นแบบแอปพลิเคชันจองนวดแผนไทย สำหรับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้แอปพลิเคชันจองนวดแผนไทย สำหรับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัยนี้ ได้แก่ 1) ผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ด้านแอปพลิเคชันที่มีประสบการณ์ไม่น้อยกว่า 5 ปี จำนวน 3 คน 2) ผู้ที่มาใช้บริการนวดแผนไทย จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก ต้นแบบแอปพลิเคชัน และแบบประเมินความพึงพอใจ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า แอปพลิเคชัน Thai Care Touch ที่พัฒนาขึ้นโดยใช้กระบวนการ Design Thinking</p> <p>และการออกแบบ UX/UI ที่เน้นผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง สามารถตอบสนองต่อความต้องการและแก้ไขปัญหาของผู้ใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผลการออกแบบในขั้น Empathize และ Define ทำให้สามารถระบุ pain points ที่สำคัญ ได้แก่ ไม่สามารถเห็นคิวว่างแบบเรียลไทม์ ขาดระบบแจ้งเตือน ขั้นตอนการจองซับซ้อน และภาระงานของเจ้าหน้าที่สูง จากนั้นจึงสังเคราะห์ข้อกำหนดเชิงออกแบบและพัฒนาต้นแบบที่ประกอบด้วยฟังก์ชันหลัก เช่น ระบบเข้าสู่ระบบหลายช่องทาง การเลือกบริการและเวลาว่างแบบเรียลไทม์ การยืนยันและจัดการคิวด้วยตนเอง ระบบแจ้งเตือนอัตโนมัติ และแบบประเมินความพึงพอใจ ทั้งนี้ผลการทดลองต้นแบบแอปพลิเคชันกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 30 คน พบว่า ผู้ใช้บริการมีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด ทั้งด้านฟังก์ชันการใช้งาน (ค่าเฉลี่ย = 4.77, <br>S.D. = 0.44) และด้านการออกแบบระบบ (ค่าเฉลี่ย = 4.68, S.D. = 0.52) โดยเฉพาะระบบแจ้งเตือนและการยืนยัน</p> <p>การจองที่ได้รับคะแนนสูงสุด (ค่าเฉลี่ย = 4.90) สะท้อนว่าเป็นฟังก์ชันที่ผู้ใช้ให้ความสำคัญมากที่สุด</p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p><strong>คำสำคัญ: </strong>การพัฒนา; แอปพลิเคชัน; นวดแผนไทย; โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบล</p> พงษ์พิพัฒน์ จีนด้วง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 10 1 EFFECTS OF EXTRACTION CONDITIONS ON THE PHYTOCHEMICAL PROFILES AND ANTIOXIDANT ACTIVITY OF EUPHORBIA HIRTA L. EXTRACT https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4406 <p><em>Euphorbia hirta L. </em>(Lion’s milk in Thai) is a medicinal plant recognized for its diverse therapeutic properties, particularly due to the presence of flavonoids and tannins which exhibit potent antioxidant and anti-inflammatory effects. This study aimed to investigate the impact of different preparation and extraction methods on the total flavonoid and tannin contents, as well as the antioxidant activity of the aqueous extracts. First, the plant samples were prepared by sun-drying. For extraction was conducted using a solid-to-liquid ratio of 1:10 (w/v). Two extraction methodologies were compared: boiling and microwave-assisted extraction (MAE) at various durations. The findings indicated that microwave extraction for 3 minutes yielded the highest concentrations of total flavonoids as 34.20±0.12 µg QE/100 mL and total tannins as 274.63±5.65 µg TAE/100 mL. Furthermore, this condition demonstrated superior antioxidant activity in both</p> <p>DPPH scavenging activity as 20.88±0.16 µg Vitamin C/100 mL and percentage of nitric oxide (NO) radical scavenging activity as 87.76%±2.61 when compared to other treatments. In conclusion, microwave-assisted extraction is a highly efficient and "green" method for maximizing the recovery of bioactive compounds and enhancing the biological activity of<em> E. hirta L.</em></p> Patimoh Masae Romalee Chedoloh Imron Meechai ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 10 1 การประยุกต์เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อม ในจังหวัดสมุทรปราการ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4460 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบฐานข้อมูลภูมิสารสนเทศสิ่งแวดล้อม ของจังหวัดสมุทรปราการ และเพื่อออกแบบดิจิทัลแพลตฟอร์มข้อมูลภูมิสารสนเทศสิ่งแวดล้อม เพื่อการจัดการสิ่งแวดล้อม โดยในการออกแบบฐานข้อมูลใช้ MySQL Database Server 5.7.24 และphpMyAdmin 5.0.4 และเว็บไซต์ใช้ระบบภาษา HTML 5, CSS 3, JavaScript, PHP 7.4.9 และทำการประเมินผลการใช้งานระบบสารสนเทศสิ่งแวดล้อมโดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง พบว่าระบบสารสนเทศทางด้านสิ่งแวดล้อมของจังหวัดสมุทรปราการ ได้ออกแบบไว้ 5 หมวด คือ ข้อมูลเนื้อหา ข้อมูลสถานี ข้อมูลอากาศ ข้อมูลน้ำ และข้อมูลขยะมูลฝอย และจากการประเมินผลการใช้งานระบบสารสนเทศสิ่งแวดล้อม พบว่าเป็นแหล่งข้อมูลที่เป็นไปตามความต้องการ และความถูกต้องของระบบในการนำเสนอข้อมูล มีประสิทธิภาพดีมาก (ค่าเฉลี่ย 4.68) ค่าเฉลี่ยมากที่สุด และมีค่าเฉลี่ยเท่ากัน คือ 4.68 + 0.47 (มีประสิทธิภาพดีมาก) มีค่าเฉลี่ยรองลงมา คือ ตรงตามวัตถุประสงค์ในการพัฒนาระบบสารสนเทศสิ่งแวดล้อม 4.61 + 0.59 (มีประสิทธิภาพดีมาก) และความถูกต้องของระบบในการค้นหาข้อมูล เท่ากับ 4.59 + 0.64 (มีประสิทธิภาพดีมาก) รองลงมา ตรงตามวัตถุประสงค์ในการพัฒนาระบบสารสนเทศสิ่งแวดล้อม มีประสิทธิภาพดีมาก (ค่าเฉลี่ย 4.61) และความถูกต้องของระบบในการค้นหาข้อมูล มีประสิทธิภาพดีมาก (ค่าเฉลี่ย 4.59) โดยระบบสารสนเทศสิ่งแวดล้อม จังหวัดสมุทรปราการ เป็นการรวบรวมข้อมูลสารสนเทศทางด้านสิ่งแวดล้อมให้เป็นฐานข้อมูลเดียวกัน ทำให้หน่วยงาน และประชาชนทั่วไป สามารถเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศสิ่งแวดล้อมในรูปแบบเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ เพื่อใช้ประกอบการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมได้ในพื้นที่ได้ รวมทั้งใช้ในการวางแผนจัดการสิ่งแวดล้อมเชิงพื้นที่จากข้อมูลคุณภาพสิ่งแวดล้อมย้อนหลังและปัจจุบันได้อีกด้วย</p> ธิติมา เกตุแก้ว วิชัย สีแก้ว เอกรัตน์ สุขะสุคนธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 10 1 การพัฒนาแอปพลิเคชันอ่านหนังสือถนอมสายตาโดยใช้หลักการโทนสีของแสง https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4489 <p>จากการที่ค่านิยมของผู้คนส่วนใหญ่ได้เปลี่ยนมาอ่านหนังสือ บทความ และเนื้อหาต่างๆผ่านอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์อย่างแพร่หลายทำให้เกิดปัญหาด้านสุขภาพที่สำคัญคือ อาการตาล้า (Eye Strain) และผลกระทบจากแสงสีน้ำเงิน (BlueLight) ซึ่งรบกวนจังหวะการนอนหลับ(Circadian Rhythm) และอาจนำไปสู่ภาวะตาแห้งหรืออาการปวดศีรษะได้ในอนาคตการอ่านบนหน้าจอที่สว่างจ้าจึงสวนทางกับความตั้งใจในการอ่านที่ยาวนานและต่อเนื่องแอปพลิเคชัน [LUMINO] ถูกพัฒนาขึ้นเพื่อเป็นทางออกสำหรับปัญหานี้ โดยมีวัตถุประสงค์หลักคือการสร้างประสบการณ์การอ่านดิจิทัลที่ถนอมสายตา ด้วยโหมดการปรับแสงโทนอุ่น (Warm-light Reading Mode)แสงโทนอุ่น (Warm Light)ซึ่งมีอุณหภูมิสีต่ำกว่าจะช่วยลดคลื่นแสงสีน้ำเงินพลังงานสูงที่หน้าจอปล่อยออกมาได้อย่างมีประสิทธิภาพทำให้ลดอาการตาล้าและปรับปรุงคุณภาพการนอนหลับทำให้ผู้ใช้สามารถอ่านก่อนนอนได้โดยไม่ส่งผลเสียต่อพฤติกรรมการนอนนอกจากนี้แอปพลิเคชันนี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ตอบสนองต่อค่านิยมการอ่านยุคใหม่ที่เน้นความสะดวกสบายบนอุปกรณ์ดิจิทัล พร้อมทั้งยกระดับมาตรฐานด้านสุขภาพ โดยให้ผู้ใช้งานสามารถ อ่านได้นานขึ้น สบายตาขึ้นและส่งผลให้นอนหลับได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การอ่านหนังสือผ่านแอปพลิเคชัน[LUMINO] กลายเป็นพฤติกรรมที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสุขภาพรวมถึงสายตาของผู้ใช้งานในระยะยาว</p> ชยาภา พุ่มสมบัติ ขวัญน่าน ประสมทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 10 1 การพัฒนาโมบายแอปพลิเคชันสำหรับการจัดเก็บข้อมูลทดสอบสมรรถภาพทางกาย กรณีศึกษากลุ่มวิชาสุขภาพ คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4496 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาโมบายแอปพลิเคชันสำหรับการจัดเก็บข้อมูลทดสอบสมรรถภาพทางกาย กรณีศึกษากลุ่มวิชาสุขภาพ คณะบริหารธุรกิจและศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา 2) ประเมินประสิทธิภาพแอปพลิเคชัน 3) ประเมินความพึงพอใจแอปพลิเคชัน ในการพัฒนาโมบายแอปพลิเคชันใช้ Flutter Framework และภาษา Dart เป็นเทคโนโลยีและภาษาหลักในการพัฒนา โดยผู้ใช้ระบบแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มคือ 1) ผู้ดูแลระบบ มีหน้าที่ในการเพิ่ม ลบ แก้ไข กำหนดสิทธิ์ข้อมูลผู้ใช้งาน และ 2) ผู้ใช้งาน มีหน้าที่ในการเพิ่ม ลบ แก้ไขข้อมูลผู้ทดสอบสมรรถภาพ, บันทึก แก้ไข ข้อมูลการทดสอบสมรรถภาพ โดยโมบายแอปพลิเคชันมีส่วนการติดต่อผู้ใช้งานที่สะดวก สามารถเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ของระบบได้ง่ายและรวดเร็ว เมื่อนำแอปพลิเคชันสำหรับการจัดเก็บข้อมูลทดสอบสมรรถภาพทางกายไปทดลองใช้งานจริง และทำการประเมินประสิทธิภาพของแอปพลิเคชันโดยผู้เชี่ยวชาญ และแบบประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานพบว่า ค่าโดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก (𝑥̅ = 4.28, S.D. = 0.57) และ มากที่สุด (𝑥̅ = 4.60, S.D. = 0.71) ตามลำดับ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแอปพลิเคชันสำหรับการจัดเก็บข้อมูลทดสอบสมรรถภาพทางกายสามารถนำไปใช้ในการจัดเก็บข้อมูลสมรรถภาพทางกายของบุคลากร นักศึกษา นักเรียน บุคคลทั่วไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดขั้นตอนการทำงานในการบันทึก แก้ไขข้อมูลให้เป็นปัจจุบัน และสามารถตรวจสอบข้อมูลได้</p> วรการ ใจดี นรินทร์ จิวิตัน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 10 1 ผลของการฝึกด้วยน้ำหนักตัวที่มีต่อความแม่นยำในนักกีฬายิงธนู https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4716 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความแม่นยำในการยิงธนู&nbsp;&nbsp; และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ก่อนและหลังการฝึก 2) เปรียบเทียบความแม่นยำในการ ยิงธนูและความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว ระหว่างกลุ่มที่ฝึกด้วยน้ำหนักตัวและกลุ่มควบคุม&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวกับความแม่นยำในการยิงธนู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักกีฬายิงธนู มหาวิทยาลัยการกีฬาแห่งชาติ วิทยาเขตชลบุรี จำนวน 30 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง และแบ่งกลุ่มด้วยวิธีการจับคู่ ตามระดับความสามารถ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ โปรแกรมการฝึกด้วยน้ำหนักตัว, แบบทดสอบความแม่นยำในการยิงธนูระยะ 18 เมตร และแบบทดสอบความแข็งแรงแกนกลางลำตัว วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันโดย</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่าภายหลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีคะแนนความแม่นยำในการยิงธนู&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; และความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว สูงกว่าก่อนการฝึกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ที่ระดับ.05ภายหลังการฝึก 8 สัปดาห์ กลุ่มทดลองมีพัฒนาการด้านความแม่นยำในการยิงธนูและความแข็งแรง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัว สูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ความแข็งแรง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ของกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง (r = .78) กับความแม่นยำในการยิงธนู อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ณรงค์ วิชัยรัตน์ และคณะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 10 1 OPTIMIZATION OF ANTIOXIDANT ACTIVITY IN CORDYCEPS MILITARIS-ENRICHED FERMENTED RICE WATER https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4721 <p><span class="fontstyle0">This research investigated the chemical composition and biological activities of<br></span><span class="fontstyle2">Cordyceps militaris </span><span class="fontstyle0">extracts and their application in fermented rice water to enhance antioxidant<br>properties for skincare development. HPLC analysis revealed that </span><span class="fontstyle2">C. militaris </span><span class="fontstyle0">fruiting body extract<br>contained 696,055 ppm cordycepin and 13,405 ppm adenosine per 100g, while mycelial extract<br>contained 81,150 ppm cordycepin without detectable adenosine. The aqueous mycelial extract<br>demonstrated significant bioactivities: 69.11±0.25% DPPH radical scavenging, 652.42±0.60 mg/l Fe²</span><span class="fontstyle0">+<br></span><span class="fontstyle0">chelating capacity, and 62.64±0.12% tyrosinase inhibition. Water extraction yielded higher phenolic<br>compounds, vitamin E, and polysaccharides, whereas ethanol extraction produced superior<br>flavonoid content. Application studies incorporated </span><span class="fontstyle2">C. militaris </span><span class="fontstyle0">extracts into fermented rice water<br>prepared from Jasmine rice (KDML 105) and glutinous rice using </span><span class="fontstyle2">Saccharomyces cerevisiae </span><span class="fontstyle0">(</span><span class="fontstyle2">S.<br>cerevisiae</span><span class="fontstyle0">) and </span><span class="fontstyle2">Saccharomycopsis fibuligera </span><span class="fontstyle0">(</span><span class="fontstyle2">S. fibuligera</span><span class="fontstyle0">). Late-stage supplementation significantly<br>enhanced antioxidant capacity, phenolic content, flavonoids, and vitamin E levels, particularly with<br></span><span class="fontstyle2">S. fibuligera </span><span class="fontstyle0">fermentation. These findings demonstrate the potential of </span><span class="fontstyle2">C. militaris</span><span class="fontstyle0">-enriched<br>fermented rice water formulations for developing high-efficacy skincare products with superior<br>antioxidant protection.</span> </p> Wishanee Matthayom, et al. ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 10 1 การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานเป็นฐานผ่านคลาวด์เลิร์นนิงร่วมกับสะตีมศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์ชิ้นงาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4738 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและประเมินผลของกิจกรรมการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เป็นฐานผ่านคลาวด์เลิร์นนิงร่วมกับสะตีมศึกษา เพื่อพัฒนาทักษะการสร้างสรรค์ชิ้นงาน สำหรับนักเรียน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 รวมทั้งเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ความสามารถในด้านทักษะการสร้างสรรค์ชิ้นงาน และความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียน&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บ้านคลองหลวง จำนวน 17 คน ซึ่งได้รับการเลือกโดยใช้การเลือกสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ สื่อการสอนผ่าน Google Site แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบวัดทักษะการสร้างสรรค์ชิ้นงาน แบบสอบถามความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการทดสอบ t-test ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมที่พัฒนามีประสิทธิภาพเท่ากับ 79.41/77.45 สูงกว่าเกณฑ์ 75/75 อย่างมีนัยสำคัญ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ทางสถิติที่ระดับ .05 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะการสร้างสรรค์ชิ้นงานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่าง&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมในระดับดีมาก</p> วันดี พันธุ์โท จรินทร อุ่มไกร ไกยสิทธิ์ อภิระติง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 10 1 ผู้ช่วยฝึกการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษโดยใช้ปัญญาประดิษฐ์ผ่านเทคโนโลยี NVIDIA Riva และ pygame https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4574 <p style="font-weight: 400;">การอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษได้อย่างถูกต้อง จำเป็นต้องมีการฝึกฝนเพื่อสร้างทักษะ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเทคโนโลยีด้านปัญญาประดิษฐ์จาก NVIDIA Riva ซึ่งเป็นเทคโนโลยีรู้จำเสียงและสร้างเสียงพูด มาใช้เป็นเครื่องมือสำหรับการติดต่อสื่อสารระหว่างมนุษย์และคอมพิวเตอร์ โดยได้นำโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) มาใช้เพื่อทำหน้าที่เป็นตัวแทนอัจฉริยะ (Agent) ผ่านการพูดคุย และได้นำpygame มาใช้เป็นส่วนติดต่อกราฟิก ในรูปแบบภาพเคลื่อนไหวรูปใบหน้าหุ่นยนต์ และได้ใช้ ROS2 เป็นส่วนเชื่อมต่อระหว่างส่วนงานต่างๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อการฝึกฝนการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษ และการสร้างเจตคติที่ดีด้านภาษาอังกฤษ การทำงานของระบบเจาะจงไปที่เครื่อง Jetson Orin NX 16GB ซึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ขนาดเล็ก ประหยัดพลังงานแต่มีประสิทธิภาพการทำงานสูง ทำให้ระบบสามารถทำงานแบบที่ไม่ต้องใช้เครือข่ายได้ (off-line) ซึ่งเพิ่มความเร็วในการทำงานและเพิ่มความปลอดภัยให้ระบบ ต่างจากระบบงานทั่วไป ที่ทำงานบนระบบคลาวด์ เนื่องจากระบบนั้นจะมีเวลาหน่วงในการทำงานสูง และมีความปลอดภัยต่ำกว่า</p> <p><span style="font-weight: 400;">&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการทดสอบการทำงานของระบบ พบว่าสามารถทำงานได้อย่างดี ในเวลาตอบสนองต่ำและมีความแม่นยำในการประมวลผลของ </span><span style="font-weight: 400;">NVIDIA Riva ใ</span><span style="font-weight: 400;">นระดับสูง สรุปได้ว่า เทคนิคของงานวิจัยนี้มีความเหมาะสมสำหรับการพัฒนาเป็นนวัตกรรมทางด้านการสนทนาของตัวแทนอัจฉริยะ ที่เป็นประโยชน์ในอนาคตเป็นอย่างมากในหลายๆด้าน</span></p> รวินทร์ ไชยสิทธิพร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 10 1 การวิเคราะห์ไฟไนต์เอลิเมนต์เพื่อทำนายความแข็งแรงในการรับน้ำหนักกดทับ ของขวดน้ำดื่มจาก rPET 100% https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4650 <p>งานวิจัยนี้นำเสนอการประยุกต์ใช้การวิเคราะห์ไฟไนต์เอลิเมนต์ (Finite Element Analysis: FEA) เพื่อทำนายความแข็งแรงในการรับแรงกดทับในแนวดิ่งของขวดน้ำดื่มที่ผลิตจากพลาสติกรีไซเคิล rPET 100% โดยเปรียบเทียบกับขวดที่ผลิตจาก Virgin PET ภายใต้เงื่อนไขทางเรขาคณิตและการโหลดเดียวกัน ผลการวิเคราะห์แสดงให้เห็นว่าขวด rPET 100% มีความสามารถในการรับแรงกดทับลดลงประมาณร้อยละ 13 เมื่อเทียบกับขวด Virgin PET และมีการกระจายความเค้นสูงบริเวณคอขวดและไหล่ขวดซึ่งเป็นตำแหน่งเริ่มต้นของการโก่งเดาะ แบบจำลองที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการออกแบบเชิงวิศวกรรมเพื่อปรับปรุงความแข็งแรงของขวดน้ำดื่มจากวัสดุรีไซเคิล และส่งเสริมการพัฒนาบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนในระดับอุตสาหกรรม</p> นภธร พูลเพียร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 10 1 การออกแบบและพัฒนานวัตกรรมบอร์ดเกมจากทุนทางวัฒนธรรมขนมไทย แบบมีส่วนร่วมกับชุมชนเขตธนบุรี https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4735 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบและพัฒนานวัตกรรมบอร์ดเกม 2) ประเมินคุณภาพต้นแบบนวัตกรรม และ 3) ประเมินการยอมรับการใช้นวัตกรรมจากทุนทางวัฒนธรรมขนมไทยแบบมีส่วนร่วมกับชุมชนเขตธนบุรี กลุ่มตัวอย่างประเมินคุณภาพต้นแบบนวัตกรรมบอร์ดเกมจากทุนทางวัฒนธรรมขนมไทย ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านบอร์ดเกม จำนวน 5 คน กลุ่มชุมชน จำนวน 15 คน และกลุ่มตัวอย่งประเมินการยอมรับการใช้นวัตกรรมบอร์ดเกมจากทุนทางวัฒนธรรมขนมไทย ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านบอร์ดเกม จำนวน 5 คน และนักท่องเที่ยว จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบประเมินคุณภาพนวัตกรรม และแบบประเมินการยอมรับนวัตกรรม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ได้นวัตกรรมบอร์ดเกมชื่อ ศึกชิงเจ้าตำรับขนมไทยฝั่งธนบุรี โดยใช้กลไกการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก ได้แก่ การบริหารจัดการทรัพยากรวัตถุดิบ การมีปฏิสัมพันธ์เพื่อส่งเสริมการเจรจา และการใช้การ์ดเหตุการณ์เพื่อสร้างความสมดุลและความท้าทาย โดยถ่ายทอดอัตลักษณ์ขนมไทยในพื้นที่เขตธนบุรี&nbsp; ผลประเมินคุณภาพต้นแบบนวัตกรรมบอร์ดเกมฯ จากผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มชุมชนพบว่า นวัตกรรมมีคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับ มาก โดยประเด็นด้านเนื้อหาที่รักษาคุณค่าทางวัฒนธรรม และด้านประโยชน์และการขยายผลได้รับคะแนนประเมินสูงสุด และผลการประเมินการยอมรับการใช้นวัตกรรมบอร์ดเกมฯ ผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มนักท่องเที่ยวมีการยอมรับนวัตกรรมในระดับ มาก โดยผู้ใช้เห็นว่าบอร์ดเกมเป็นเครื่องมือที่สร้างสรรค์ สนุกสนาน และเป็นสื่อกลางที่มีประสิทธิภาพในการเผยแพร่มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้สู่กลุ่มคนรุ่นใหม่</p> กัมปนาท คูศิริรัตน์ และคณะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-04-30 2026-04-30 10 1