วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ th-TH วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ 2586-8101 การเตรียมซีรัมเสมือนจริงสำหรับการตรวจกรอง unexpected antibody ในตัวกลางน้ำเกลือปกติ, low ionic strength saline และเอนไซม์ปาเปน enzyme papain https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4359 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong><strong>:</strong> เพื่อเตรียมซีรัมเสมือนจริงให้มีสีเหลือง สีเหลืองอ่อนและสีเหลืองขุ่น เสมือนกับสีของซีรัมจริงที่ได้จากเลือดของมนุษย์ เพื่อใช้ในการเรียนการสอนภาคปฏิบัติการวิชา วิทยาศาสตร์การบริการโลหิต ของคณะเทคนิคการแพทย์ มหาวิทยาลัยรังสิต เรื่อง การตรวจกรองแอนติบอดีต่อหมู่เลือด ชนิด unexpected antibody (antibody screening)</p> <p><strong>การทดลอง</strong><strong>:</strong> ทำการเตรียมซีรัมเสมือนจริงที่มีสีเหลืองและสีเหลืองอ่อนจากงานวิจัยก่อนหน้า การศึกษานี้มีการพัฒนาการเตรียมซีรัมสมือนจริงให้เป็นสีเหลืองขุ่น ตรวจลักษณะชองซีรัมเสมือนจริงด้วยตาเปล่า วัดค่าการดูดกลืนแสง (optical density) ความถ่วงจำเพาะ (specific gravity) ของซีรัมเสมือนจริงที่มีสีเหลือง สีเหลืองอ่อน และสีเหลืองขุ่น และเปรียบเทียบค่าการดูดกลืนแสงและความถ่วงจำเพาะของซีรัมเสมือนจริง โดยใช้สถิติทดสอบ Kruskal - Wallis test ทำการทดสอบ antibody screening ที่ให้ผลการทดสอบเป็นลบและบวก โดยวิธีหลอดทดลอง (conventional tube test) ในตัวกลางน้ำเกลือปกติ (normal saline solution), low ionic strength saline และเอนไซม์ปาเปน</p> <p><strong>ผลการทดลอง</strong><strong>:</strong> ซีรัมเสมือนจริงสีเหลืองขุ่น เมื่อดูด้วยตาเปล่าพบว่า มีความขุ่นมากกว่าสีเหลืองและสีเหลืองอ่อน ผลของการเปรียบเทียบค่าการดูดกลืนแสง พบว่า ซีรัมเสมือนจริงทั้ง 3 แบบ &nbsp;มีค่าการดูดกลืนแสงที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) ส่วนค่าความถ่วงจำเพาะ พบว่าซีรัมเสมือนจริงสีเหลืองอ่อน มีค่าความถ่วงจำเพาะที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.05) กับซีรัมเสมือนจริงสีเหลืองและสีเหลืองขุ่น ผลการทดสอบ antibody screening ในทุกตัวกลาง พบว่าซีรัมเสมือนจริงทั้ง 3 แบบ ที่ไม่เติม anti-D (IgG) ให้ผลการทดสอบเป็นลบจริงและไม่เกิดผลบวกปลอม ส่วนซีรัมเสมือนจริงที่เติม anti-D (IgG) ให้ผลการทดสอบเป็นบวกจริงและไม่เกิดผลลบปลอม</p> <p><strong>สรุปผลการทดลอง</strong><strong>:</strong> ซีรัมเสมือนจริงสีเหลือง สีเหลืองอ่อน และสีเหลืองขุ่น ให้ลักษณะสีเหลืองและความขุ่นที่แตกต่างกัน ทำให้สามารถเตรียมเป็นสิ่งตัวอย่างได้หลายตัวอย่างที่มีลักษณะทางกายภาพด้านสีและความขุ่นที่เสมือนกับซีรัมจริงที่ได้จากมนุษย์ เพื่อใช้ในการเรียนการสอนภาคปฏิบัติการ เรื่อง antibody screening ในตัวกลางน้ำเกลือปกติ (normal saline solution), low ionic strength saline และเอนไซม์ปาเปน ได้เป็นอย่างดีและมีประสิทธิภาพ</p> อังสนา โยธินารักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 3 การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง เพื่อส่งเสริมความสามารถการเขียนบทแอนิเมชันของนักศึกษาในระดับปริญญาตรี https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4238 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและประเมินความเหมาะสมของกิจกรรมการเรียนรู้ร่วมกับการใช้ปัญญาประดิษฐ์แบบรู้สร้าง 2) ประเมินความสามารถการเขียนบทแอนิเมชัน และ 3) ประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาต่อกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาสาขาวิชาแอนิเมชัน เกม และดิจิทัลมีเดีย มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาหัวข้อพิเศษทางแอนิเมชัน จำนวน 32 คน โดยใช้วิธีสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนรู้ แบบประเมินความเหมาะสม แบบวัดความสามารถการเขียนบทแอนิเมชัน และแบบประเมินความพึงพอใจ ผลการวิจัยพบว่า กิจกรรมการเรียนรู้มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (&nbsp; = 4.53, S.D. = 0.57) และมีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 83.23/82.27&nbsp; นักศึกษามีความสามารถการเขียนบทแอนิเมชันเพิ่มขึ้นโดยมีค่า Normalized Gain เท่ากับ 0.73 อยู่ในระดับสูง และนักศึกษามีความพึงพอใจต่อกิจกรรมการเรียนรู้ในระดับมาก (&nbsp; = 4.42, S.D. = 0.59)</p> Kampanat Coosirirat ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 3 การกำหนดเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ โดยใช้ตัวแบบเชิงเส้นวางนัยทั่วไป https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4128 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างตัวแบบเชิงเส้นวางนัยทั่วไป (Generalized Linear Model: GLMs) สำหรับกำหนดเบี้ยประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจ โดยใช้ข้อมูลกรมธรรม์ประกันภัยรถยนต์ภาคสมัครใจที่เริ่มความคุ้มครองในปี พ.ศ. 2565 เฉพาะกรมธรรม์ประกันภัยประเภท 1 และให้ความคุ้มครองรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 คน (รหัสรถยนต์ 110) จากสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) โดยพิจารณาตัวแปรอิสระทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพจำนวน 14 ตัวแปร เช่น กลุ่มรถยนต์ อายุรถยนต์ ขนาดเครื่องยนต์ รวมถึงตัวแปรรูปลักษณ์รถยนต์ โดยจัดกลุ่มจากยี่ห้อและรุ่นตามมาตรฐาน ISO 3833:1977 ในการเตรียมข้อมูลเพื่อสร้างตัวแบบ ผู้วิจัยได้ตัดตัวแปรบางตัวที่มีความสัมพันธ์กันสูง เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาความสัมพันธ์เชิงเส้นพหุ จากผลการศึกษาตัวแบบเชิงเส้นวางนัยทั่วไปภายใต้การแจกแจงของตัวแปรตามที่แตกต่างกัน กรณีที่เบี้ยประกันภัยมีการแจกแจงแกมมา (Gamma Distribution) โดยมีฟังก์ชันเชื่อมโยงลอการิทึม (Log-Link Function) ให้ผลการทำนายที่ดีที่สุด โดยพิจารณาจากค่า AIC BIC Deviance ที่ต่ำที่สุด และค่าดัชนีความสอดคล้อง (Concordance Index) ที่สูงที่สุด ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความเหมาะสมของตัวแบบกับข้อมูลที่มีลักษณะการแจกแจงแบบเบ้ขวา แม้ว่าการวิเคราะห์ในงานวิจัยนี้จะพบว่า ตัวแปรอิสระทุกตัวมีนัยสำคัญทางสถิติ (p-value &lt; 0.0001) อันเนื่องมาจากจำนวนข้อมูลที่มาก (n = 700,858) ซึ่งเป็นลักษณะทั่วไปที่พบในการใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ อย่างไรก็ตาม การกำหนดเบี้ยประกันภัยในเชิงปฏิบัติไม่ได้พิจารณาเพียงแค่ระดับนัยสำคัญทางสถิติเท่านั้น แต่ยังให้ความสำคัญกับขนาดของผลกระทบของตัวแปร (Effect Size) เช่น ค่าสัมประสิทธิ์การถดถอย และ ค่าความสัมพันธ์สัมพัทธ์ (Relativity) ด้วย</p> พิชิตชัย มุริจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 3 การพัฒนาสื่อดิจิทัลการบริหารกล้ามเนื้อปากสำหรับผู้ปกครองเพื่อการดูแลเด็กสมองพิการที่มีปัญหาน้ำลายไหลผ่าน Line Official Account https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4220 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อดิจิทัลการบริหารกล้ามเนื้อปากสำหรับผู้ปกครองเพื่อการดูแลเด็กสมองพิการที่มีปัญหาน้ำลายไหลผ่าน Line Official Account 2) เปรียบเทียบความรู้ของผู้ปกครองในการดูแลเด็กสมองพิการที่มีปัญหาน้ำลายไหลก่อนและหลังการใช้สื่อดิจิทัลการบริหารกล้ามเนื้อปากผ่าน Line Official Account และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อสื่อดิจิทัลการบริหารกล้ามเนื้อปากผ่าน Line Official Account กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้ปกครองของเด็กสมองพิการที่มีปัญหาน้ำลายไหล ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา 5 จังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 30 คน ได้มาโดยการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบง่าย(Simple random sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) สื่อดิจิทัลการบริหารกล้ามเนื้อปาก 2) แผนการดำเนินงาน 3) แบบทดสอบความรู้ในการดูแลเด็กสมองพิการที่มีปัญหาน้ำลายไหล และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อสื่อดิจิทัลการบริหารกล้ามเนื้อปากผ่าน Line Official Account สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่า t-test (Dependent Samples)</p> <p>&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) สื่อดิจิทัลการบริหารกล้ามเนื้อปากสำหรับผู้ปกครอง เพื่อการดูแลเด็กสมองพิการที่มีปัญหาน้ำลายไหลผ่าน Line Official Account มีระดับคุณภาพอยู่ในระดับดี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.31 2) ความรู้ของผู้ปกครองในการดูแลเด็กสมองพิการที่มีปัญหาน้ำลายไหลหลังใช้สื่อดิจิทัลการบริหารกล้ามเนื้อปากผ่าน Line Official Account สูงกว่าก่อนใช้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผู้ปกครองที่ใช้สื่อดิจิทัล<br>การบริหารกล้ามเนื้อปากผ่าน Line Official Account มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.17</p> วิรชา เมืองมูล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 3 รายงานการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง กรด-เบส รายวิชา ว30224 เคมี 4 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุทรปราการ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4231 <p><strong> </strong>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาชุดกิจกรรมการในรูปแบบหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ (E-Book) ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเชิงรุก (Active Learning) ร่วมกับแบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) เรื่อง กรด-เบส รายวิชา <br />ว30224 เคมี 4 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)สมุทรปราการ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนเรียนและหลังเรียน<br />ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ (3) ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง กรด-เบส รายวิชา ว30224 เคมี 4</p> <p> การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลองโดยใช้แผนการศึกษาแบบ One-Group Pretest-Posttest วัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุทรปราการ ห้อง ม.5/1 จำนวน 34 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือก<br />แบบเจาะจง (Purposive sampling) ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลอง จำนวน 29 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ และแผนการจัดการเรียนรู้ เรื่อง กรด-เบส รายวิชา ว30224 เคมี 4 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุทรปราการ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กรด-เบส รายวิชา ว30224 เคมี 4 จำนวน 40 ข้อ ฉบับที่ 1 และ 2 มีค่าความเที่ยง เท่ากับ .81 และ .82 ตามลำดับ และแบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง กรด-เบส รายวิชา ว30224 เคมี 4 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test for Dependent Samples)</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า (1) ประสิทธิภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องกรด-เบส รายวิชา ว30224 เคมี4 สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี) สมุทรปราการ สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ย (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) เท่ากับ 94.29/85.00 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง กรด-เบส รายวิชา ว30224 เคมี 4 สูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (3) ความพึงพอใจของนักเรียนหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง กรด-เบส รายวิชา ว30224 เคมี 4 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)สมุทรปราการ มีค่าเฉลี่ย เท่ากับ 4.52 อยู่ในระดับมากที่สุด </p> <p> </p> นางสาวดวงใจ ดีมงคล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 3 การใช้ LINE Chatbot สำหรับการแจ้งซ่อมโสตทัศนูปกรณ์ งานเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4268 <p>ในการพัฒนาระบบ LINE Chatbot สำหรับการแจ้งซ่อมโสตทัศนูปกรณ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการรับแจ้งปัญหาอุปกรณ์ภายในสถานศึกษา เนื่องจากพบว่าการแจ้งซ่อมในรูปแบบเดิมมีข้อจำกัดด้านความล่าช้า ข้อมูลไม่ครบถ้วน และขาดระบบติดตามสถานะที่ชัดเจน เป้าหมายของการวิจัยคือเพื่อออกแบบระบบ Chatbot ที่สามารถรับข้อมูลได้อย่างแม่นยำ แจ้งเตือนสถานะงานซ่อมแบบอัตโนมัติ และลดภาระการสื่อสารซ้ำซ้อน ขอบเขตการวิจัยครอบคลุมการพัฒนาระบบผ่าน LINE Official Account โดยใช้ข้อความธรรมดา เชื่อมต่อกับ Google Sheets API และ LINE Notify วิธีการวิจัยประกอบด้วยการออกแบบระบบ ทดสอบการทำงาน และประเมินผลการใช้งานจริง การเก็บรวบรวมข้อมูลดำเนินการผ่านการทดลองใช้งานกับกลุ่มตัวอย่างจำนวน 95 คน ซึ่งประกอบด้วยบุคลากรสายสนับสนุนและสายวิชาการ เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ LINE Messaging API, Google Apps Script และ Google Sheets อุปกรณ์ที่ใช้คือสมาร์ตโฟน และคอมพิวเตอร์ ผลการวิจัยพบว่าระบบสามารถลดระยะเวลาในการแจ้งซ่อมได้มากกว่า 50% ลดจำนวนการสอบถามซ้ำและการทวงถามสถานะลงอย่างมีนัยสำคัญ เพิ่มความแม่นยำในการรับข้อมูล และได้รับความพึงพอใจจากผู้ใช้งานในระดับ “มาก” โดยมีค่าเฉลี่ยความพึงพอใจเท่ากับ 4.42 จาก 5.00 ส่งผลให้การบริหารจัดการงานซ่อมมีความเป็นระบบ และตอบสนองต่อผู้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ชรัช แสวงเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 3 การจัดการตารางเวลาการทำงานของพนักงานให้เหมาะสม และต้นทุนในการจ้างพนักงานต่ำที่สุด กรณีศึกษาฮาร์เบอร์แลนด์ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4280 <p>งานวิจัยนี้มุ่งเน้นการปรับปรุงประสิทธิภาพในการจัดการตารางเวลาการทำงานของพนักงานในฮาร์เบอร์แลนด์ ซึ่งเป็นสถานที่ที่มีผู้เข้าใช้บริการหลากหลายช่วงวัย โดยมีผู้เข้าใช้บริการหนาแน่นในแต่ละช่วงเวลาที่แตกต่างกัน เพื่อให้ผู้เข้าใช้บริการได้รับบริการที่มีประสิทธิภาพ งานวิจัยนี้จึงมีเป้าหมายเพื่อจัดสรรจำนวนพนักงานให้สอดคล้องกับจำนวนผู้เข้าใช้บริการและลดต้นทุนการจ้างพนักงาน โดยเก็บข้อมูลเป็นเวลา 1 ปี ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม 2566 ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2566 อีกทั้งทำการพยากรณ์จำนวนผู้เข้าใช้บริการล่วงหน้า 1 เดือน โดยใช้ข้อมูลในแต่ละกรณีมาพยากรณ์จำนวนผู้เข้าใช้บริการล่วงหน้า 1 เดือน เพื่อจัดสรรตารางการทำงานของพนักงานในอนาคต โดยมีการแบ่งการจ้างพนักงานออกเป็น 5 กรณี ผลจากการวิจัยพบว่าส่งผลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงานของฮาร์เบอร์แลนด์ โดยพบว่าสามารถลดต้นทุนการจ้างของพนักงานทุกกรณีรวมกันได้ 1,147,500 บาท</p> กานต์ณัฐ ณ บางช้าง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 3 การพัฒนาระบบบริหารจัดการกิจกรรมนักศึกษาด้วยกระบวนการแบบอไจล์ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4299 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบและพัฒนาการพัฒนาระบบบริหารจัดการกิจกรรมนักศึกษาด้วยกระบวนการแบบอไจล์ และ 2) ทดสอบประสิทธิภาพของระบบรวมถึงประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักศึกษาและบุคลากรจำนวน 260 คน สำหรับประเมินความพึงพอใจในการใช้งานระบบ และผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีดิจิทัลจำนวน 5 ท่าน สำหรับทดสอบประสิทธิภาพระบบ เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย ระบบสารสนเทศที่พัฒนาขึ้น แบบประเมินประสิทธิภาพระบบโดยผู้เชี่ยวชาญ และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระบบที่พัฒนาขึ้นสามารถสนับสนุนการบริหารจัดการกิจกรรมนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญมีค่าเฉลี่ยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (𝑥̅=4.51, S.D.=0.49) โดยเฉพาะด้านการนำไปใช้ประโยชน์ที่ได้รับการประเมินสูงสุด (𝑥̅=4.56, S.D.=0.54) ขณะที่ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้ใช้งานอยู่ในระดับมาก (𝑥̅=4.36, S.D.=0.49) โดยมีด้านความง่ายต่อการใช้งานได้รับคะแนนสูงที่สุด (𝑥̅=4.54, S.D.=0.51) ซึ่งสะท้อนว่าระบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมต่อการใช้งานจริง สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ชรินทร์ญา หวังวัชรกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 3 ถอดบทเรียนและวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากหลังโควิดด้วยเศรษฐกิจ BCG จังหวัดระยอง https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4396 <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>การวิจัยถอดบทเรียนโครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากหลังโควิดด้วยเศรษฐกิจ BCG จังหวัดระยอง มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) รวบรวมข้อมูลโครงการที่เกี่ยวข้องทั้งหมดสำหรับศึกษาผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังเสร็จสิ้นการดำเนินโครงการ และ (2) เพื่อประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน เชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ คือ ประชาชนและบัณฑิตจบใหม่ ที่เป็นทีมดำเนินงานของโครงการในพื้นที่จังหวัดระยอง ครอบคลุมพื้นที่ 25 ตำบล จำนวน 250 คน คัดเลือกด้วยวิธีแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามเกี่ยวกับผลลัพธ์และผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังเสร็จสิ้นโครงการ &nbsp;กลุ่มเป้าหมายสำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ ผู้นำชุมชนที่มีส่วนได้ส่วนเสีย ตำบลละ 1 คน 25 ตำบล รวม 25 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบประเมินผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน ผ่านกระบวนการสัมภาษณ์เชิงลึก และนำข้อมูลวิเคราะห์คำนวณหาอัตราส่วนผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน ขอบเขตการดำเนินงานย้อนหลังตั้งแต่ โครงการมหาวิทยาลัยสู่ตำบล ปี พ.ศ. 2564 ต่อเนื่องถึง ปี พ.ศ. 2566 โครงการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมฐานรากหลังโควิดด้วยเศรษฐกิจ BCG และงานวิจัยที่ได้รับงบประมาณ ปี พ.ศ. 2567 ซึ่งเป็นการต่อยอดจากโครงการดังกล่าวในพื้นที่จังหวัดระยอง ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลกระทบที่เกิดขึ้นหลังเสร็จสิ้นโครงการ 1 ปี ประเมินผลกระทบ 4 ด้าน ประกอบด้วย ผลกระทบทางด้านเศรษฐกิจ ผลกระทบทางด้านสิ่งแวดล้อม ผลกระทบทางสังคม ผลกระทบทางด้านสุขภาวะ มีค่าเฉลี่ยเชิงบวก อยู่ในระดับมากที่สุด (= 4.60, SD=0.56) 2) ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุนโดยรวมอยู่ในอัตราส่วน 1: 5.19 หมายถึง ทุกการลงทุน 1 บาท สามารถสร้างมูลค่าทางสังคมได้ 5.19 บาท ทุกกิจกรรมย่อยของโครงการรวมถึงงานวิจัยต่อยอดสามารถก่อให้เกิดมูลค่าทางสังคมที่เพิ่มขึ้น</p> มณีรัตน์ ภารนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 3 ผลของการใช้ปุ๋ยหมักจากกากตะกอนก๊าซชีวภาพผสมวัสดุพืชต่อการเจริญเติบโตของผักบุ้งจีน https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4300 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของปุ๋ยหมักจากกากตะกอนของกระบวนการหมักก๊าซชีวภาพจากกากมันสำปะหลังร่วมกับวัสดุพืช ได้แก่ ผักตบชวาและใบจามจุรี ต่อการเจริญเติบโตของผักบุ้งจีน เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยแบ่งปุ๋ยหมักเป็น 3 สูตร ได้แก่ สูตร A (กากตะกอนเพียงอย่างเดียว) สูตร B (กากตะกอนผสมผักตบชวา 1:1) และสูตร C (กากตะกอนผสมใบจามจุรี 1:1) หมักเป็นเวลา 45 วัน หลังจากนั้นนำปุ๋ยหมักผสมกับดินในอัตรา 1:1 น้ำหนักรวมกระถางละ 3 กิโลกรัม ทำการทดลอง 3 ซ้ำ พร้อมชุดควบคุมที่เป็นดินล้วน ประเมินผลการเจริญเติบโตโดยวัดจำนวนใบ ความสูงลำต้น เส้นรอบลำต้น และน้ำหนักสดของผักบุ้งจีนเมื่อเก็บเกี่ยวที่วัน 25 ผลการทดลองพบว่า ชุดการทดลอง C (กากตะกอนผสมใบจามจุรี 1:1) ให้ผลการเจริญเติบโตดีที่สุดในทุกด้าน โดยมีค่าเฉลี่ยจำนวนใบ 20 ใบ ความสูงลำต้น 4.12 เซนติเมตร เส้นรอบลำต้น 5.84 เซนติเมตร และน้ำหนักสด 12.43 กรัม ขณะที่ชุดควบคุมมีการเจริญเติบโตต่ำที่สุด (จำนวนใบ 11.88 ใบ ความสูงลำต้น 3.07 เซนติเมตร เส้นรอบลำต้น 4.12 เซนติเมตร น้ำหนักสด 3.67 กรัม) สูตร B และ A ให้ผลรองลงมา การศึกษาแสดงให้เห็นว่า การใช้ปุ๋ยหมักที่ผสมกากตะกอนกับวัสดุพืชสามารถส่งเสริมการเจริญเติบโตของผักบุ้งจีนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สูตร C ที่ผสมกากตะกอนกับใบจามจุรีเป็นสูตรที่เด่นที่สุดในการส่งเสริมการเจริญเติบโต ปรับปรุงคุณภาพดิน และรักษาสมดุลทางนิเวศวิทยา</p> ปวีณา ลิมปิทีปราการ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 9 3