วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech <p>วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ <span style="font-size: 0.875rem;">เป็นวารสารราย 4 เดือน (ปีละ 3 ฉบับ) ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม-เมษายน ฉบับที่ 2 เดือน พฤษภาคม-สิงหาคม ฉบับที่ 3 เดือน กันยายน-ธันวาคม </span></p> คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ th-TH วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ 2586-8101 สมการไดโอแฟนไทน์ 12^x-p^y=z^2 เมื่อ p เป็นจำนวนเฉพาะ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4451 <p>ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา การศึกษาสมการไดโอแฟนไทน์ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากนักคณิตศาสตร์และนักวิจัย สมการรูปแบบหนึ่งที่ได้รับความสนใจศึกษากันเป็นอย่างมาก คือ สมการไดโอแฟนไทน์ที่อยู่ในรูป <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;a^x&amp;plus;b^y=z^2" alt="equation"> เมื่อ a,b เป็นจำนวนเต็มบวก และ x,y,z เป็นจำนวนเต็มที่ไม่เป็นลบ หรือกรณีที่ a,b,x,y,z สอดคล้องกับเงื่อนไขเพิ่มเติมบางประการ ต่อมาในระยะหลังความสนใจของผู้วิจัยได้เริ่มหันไปศึกษาสมการไดโอแฟนไทน์อีกรูปแบบหนึ่ง ก็คือ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;a^x-b^y=z^2&amp;space;" alt="equation"> โดยที่ a,b,x,y,z มีสมบัติบางประการ ในงานวิจัยนี้สนใจศึกษาสมการไดโอแฟนไทน์ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;12^x-p^y=z^2&amp;space;" alt="equation"> เมื่อ p เป็นจำนวนเฉพาะ โดยในการศึกษานี้อาศัยความรู้ทางทฤษฎีจำนวน จำนวนเฉพาะ สมภาค และแบ่งการพิจารณาเป็น 3 กรณี ได้แก่ กรณี x=0 กรณี y=0 และกรณี <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?0%3Cx&amp;plus;y\leq&amp;space;4&amp;space;" alt="equation"> ผลจากการศึกษาพบว่า กรณี x=0 หรือ y=0 สมการนี้มีผลเฉลย คือ (x,y,z)=(0,0,0) ส่วนกรณี <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?0%3Cx&amp;plus;y\leq&amp;space;4&amp;space;" alt="equation"> พบว่า สมการนี้มีผลเฉลย (x,y,z,p) ที่เป็นจำนวนเต็มที่ไม่เป็นลบทั้งหมด 13 ผลเฉลยด้วยกัน</p> ศิริจันทร์ เวสารัชศาต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 10 2 การพัฒนาทักษะการเขียนด้วยวิธีการเขียนเรื่องเลียนแบบ โดยการใช้กลวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อนและการมองเห็นคุณค่าในตนเอง ของนักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์สุพรรณบุรี https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4572 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความเข้าใจในการเขียนภาษาอังกฤษด้วยวิธีการเขียนเรื่องเลียนแบบของนักศึกษาก่อนและหลังการใช้กลวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน 2) เพื่อศึกษาการมองเห็นคุณค่าในตนเองของนักศึกษาก่อนและหลังการใช้กลวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน และ 3) เพื่อศึกษาความคิดเห็นที่มีต่อการพัฒนาทักษะการเขียนด้วยวิธีการเขียนเรื่องเลียนแบบโดยการใช้กลวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน กลุ่มเป้าหมาย คือ นักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลสุวรรณภูมิ ศูนย์สุพรรณบุรีที่กำลังเรียนวิชาการเขียนภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสาร (รหัสวิชา 603-22-01) จำนวน 106 คน เครื่องมือที่ใช้&nbsp;คือ แบบทดสอบก่อนและหลังเรียน แบบฝึกการพัฒนาทักษะการเขียน แบบทดสอบวัดการเห็นคุณค่าในตนเอง และแบบสอบถามความคิดเห็น สถิติที่ใช้คือ ค่าผลต่าง ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่า นักศึกษามีความเข้าใจในการเขียนภาษาอังกฤษด้วยวิธีการเขียนเรื่องเลียนแบบเพิ่มขึ้นหลังการใช้กลวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน โดยมีคะแนนทดสอบหลังเรียนมากกว่าก่อนเรียน จํานวน 67 คน คิดเป็นร้อยละ 63.20 การมองเห็นคุณค่าในตนเองด้านการมองอัตมโนทัศน์ก่อนการใช้กลวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน อยู่ในระดับปานกลาง จำนวน 74 คน คิดเป็นร้อยละ 69.90 และหลังการใช้กลวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน อยู่ในระดับปานกลาง จำนวน 77 คน คิดเป็นร้อยละ 72.70 โดยภาพรวม นักศึกษามองเห็นคุณค่าในตนเองสูงขึ้น ความคิดเห็นของนักศึกษาที่มีต่อการพัฒนาทักษะการเขียนด้วยวิธีการเขียนเรื่องเลียนแบบโดยใช้กลวิธีการเรียนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน อยู่ในระดับมาก (=4.35, S.D.=0.65)</p> <p>&nbsp;</p> Jamrak Suetrong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 10 2 การพัฒนาระบบติดตามการดำเนินงานของบุคลากร มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4622 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบติดตามการดำเนินงานของบุคลากร มหาวิทยาลัยเจ้าพระยา ให้สามารถจัดเก็บข้อมูลส่วนตัวและข้อมูลภาระงานของบุคลากรได้อย่างเป็นระบบ มีมาตรฐาน และรองรับการติดตามผลการปฏิบัติงานแบบเรียลไทม์ ระบบถูกพัฒนาขึ้นเพื่อแก้ไขปัญหาการจัดเก็บข้อมูลที่กระจัดกระจาย การใช้เอกสารจำนวนมาก และการขาดข้อมูลสรุปสำหรับใช้ประกอบการตัดสินใจเชิงบริหารของผู้บริหารมหาวิทยาลัย การวิจัยเรื่องนี้เป็นการวิจัยเชิงประยุกต์ (Applied Research) โดยใช้กระบวนการพัฒนาระบบตามแนวทาง Agile Software Development โดยจัดเก็บข้อมูลความต้องการจากบุคลากร หัวหน้าหน่วยงาน และผู้บริหาร เพื่อนำมาวิเคราะห์และออกแบบระบบติดตามการดำเนินงานตามหลักการของระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร (MIS) และระบบสารสนเทศทรัพยากรมนุษย์ (HRIS) ระบบที่พัฒนาขึ้นเป็นเว็บแอปพลิเคชัน ประกอบด้วย 4 โมดูลหลัก ได้แก่ 1) โมดูลบุคลากรสำหรับบันทึกและอัปเดตภาระงาน 2) โมดูลหัวหน้าหน่วยงานสำหรับตรวจสอบและอนุมัติข้อมูล 3) โมดูลผู้บริหารสำหรับวิเคราะห์ข้อมูลผ่าน Dashboard และ 4) โมดูลผู้ดูแลระบบสำหรับจัดการโครงสร้างข้อมูลและการกำหนดสิทธิ์ผู้ใช้งาน นอกจากนี้ยังมีระบบแสดงข้อมูลจากหน่วยงานต่าง ๆ เช่น เวรคุมสอบ &nbsp;รายวิชาที่ได้รับมอบหมายสอน หรือข้อมูลนักศึกษาปัจจุบัน เป็นต้น เพื่อสนับสนุนภารกิจของบุคลากรสายวิชาการและสายสนับสนุน ผลการทดสอบระบบพบว่า ระบบสามารถทำงานได้อย่างถูกต้องและเสถียร ทั้งในส่วนการบันทึกข้อมูล การประมวลผล การสร้างรายงาน และการนำเสนอข้อมูลในรูป Dashboard ขณะที่ผลการประเมินความพึงพอใจจากผู้ใช้งานจำนวน 25 คน พบว่าผู้ใช้มีความพึงพอใจในระดับ “มาก” (ค่าเฉลี่ย 4.46) โดยเฉพาะด้านประโยชน์ต่อการทำงาน มีผลความพึงพอใจอยู่ระดับสูงที่สุด (4.60) ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าระบบตอบสนองความต้องการใช้งานจริงในมหาวิทยาลัย และสามารถสนับสนุนการวางแผนกำลังคน การติดตามผลการดำเนินงาน และการบริหารทรัพยากรมนุษย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ สรุปได้ว่า ระบบที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมต่อการใช้งานจริงในมหาวิทยาลัยเจ้าพระยา และมีศักยภาพในการขยายผลสู่การเชื่อมต่อกับระบบสารสนเทศอื่น ๆ เช่น ระบบวิชาการ ระบบบุคลากร (HRIS) และระบบการประเมินผลบุคลากรในอนาคต</p> Anh Nguyen Hoang เนาวรัตน์ ปิ่นอำนาจ ชวลิต กิมชูวาณิช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 10 2 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน สัดส่วน และร้อยละ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ด้วยชุดฝึกทักษะร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4714 <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด เรื่อง อัตราส่วน สัดส่วน และร้อยละ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 80/80 <br>2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน สัดส่วน และร้อยละ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด และ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทาง<br>การเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน สัดส่วน และร้อยละ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิดกับเกณฑ์ร้อยละ 80 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ของโรงเรียนพนมสารคาม “พนมอดุลวิทยา” ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 40 คน ซึ่งได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยนี้ ได้แก่ ชุดฝึกทักษะ แผนการจัดการเรียนรู้ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิจัยนี้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่า 1) การจัดการเรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิด เรื่อง อัตราส่วน สัดส่วน และร้อยละ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพเท่ากับ 84.13/85.50 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน สัดส่วน และร้อยละ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิดสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง อัตราส่วน สัดส่วน และร้อยละ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 หลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะร่วมกับเทคนิคเพื่อนคู่คิดสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> วราภรณ์ บุตรวงษ์ สมพล พวงสั้น และพูนศรี รัตนวงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 10 2 PROFESSIONAL ABILITY OF COUNSELORS IN PRIVATE UNIVERSITIES IN GUIZHOU PROVINCE https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4774 <p>Counselors in private higher education play an irreplaceable role in advancing the high-quality development of higher education. Their professional ability directly impacts the quality of students’ cultivation and the overall effectiveness of ideological and political education work. The objectives of this research were to explore the current status of counselors' professional ability in private universities in Guizhou Province. A mixed-method design, incorporating both quantitative and qualitative research methodologies, was adopted in this study. The sample consisted of 278 counselors and 20 participants. The statistical methods used for data analysis include descriptive statistics analysis. This study found that the overall professional ability of counselors was reported at a high level. Communication and Expression and Theoretical Instruction received higher scores, whereas Student Relationships, Psychological Well-being, and Daily Administrative Affairs scored comparatively lower.</p> Yun Xie, et al. ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 10 2 A MIXED-INTEGER LINEAR PROGRAMMING MODEL FOR THE FACULTY-ROOM ASSIGNMENT PROBLEM WITH DISCRETE PREFERENCE CONSTRAINTS https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4848 <p>This study addresses the University Course Timetabling Problem (UCTP) in resource-constrained environments using a Mixed-Integer Linear Programming (MILP) model based on Utility Maximization. Distinct from penalty-based cost-minimization frameworks, this model employs a weighted-sum objective function to reward satisfied binary faculty preferences while enforcing capacity constraints. Testing across three behavioral datasets—Baseline, Compressed Week, and Polarized Preferences—reveals that in over-constrained environments (32 subjects vs. 27 slots), physical limitations dictate schedule volume, forcing convergence to maximum utilization regardless of weighting strategies. However, in balanced scenarios, the weighting mechanism proved critical for fine-tuning assignments and strategically resolving high-demand conflicts. This research provides a transparent tool to quantify the trade-off between institutional efficiency and faculty well-being to manage scarce academic resources.</p> Rissaphop Treesuwan Anan Butrat ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 10 2 การศึกษาผลกระทบจากเครื่องติดฉลากแบบใช้กาวด้วยเซ็นเซอร์แบบอินฟราเรด https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4950 <p>กระบวนการติดฉลากบรรจุภัณฑ์ในอุตสาหกรรมอาหารกระป๋องประสบปัญหาความไม่เสถียรและเกิดของเสียจากการผลิต เช่น ฉลากพับและฉลากเหลื่อม ปัญหานี้มีสาเหตุหลักมาจากระบบควบคุมแบบวงเปิดขาดความแม่นยำ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของมุมเซ็นเซอร์อินฟราเรดที่มีต่อประสิทธิภาพและเสถียรภาพของกระบวนการติดฉลากกระป๋องในสายการผลิตจริง ผู้วิจัยประยุกต์ใช้แนวคิดการควบคุมกระบวนการทางสถิติเพื่อวิเคราะห์ความแปรปรวนและประเมินประสิทธิภาพของระบบ การทดลองทำการเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างเครื่องติดฉลากเดิมกับเครื่องต้นแบบที่ติดตั้งเซ็นเซอร์อินฟราเรดที่มุม 35 องศา 25 องศา และ 15 องศา ผู้วิจัยทำการทดลองมุมละ 4 ครั้งภายใต้สภาวะการทำงานเดียวกันในสายการผลิตจริง ข้อมูลจำนวนกระป๋องที่ติดฉลากถูกต้องถูกรวบรวมและวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่าการติดตั้งเซ็นเซอร์ที่มุม 15 องศาให้ประสิทธิภาพดีที่สุด การปรับปรุงนี้ลดอัตราการเกิดของเสียรวมลงเหลือร้อยละ 1.67 ระบบเดิมที่ไม่มีการควบคุมมุมพบของเสียร้อยละ 82.11 ของปริมาณการผลิต ปัญหาฉลากเหลื่อมลดลงจากร้อยละ 45.20 เหลือร้อยละ 0.83 ปัญหาฉลากพับลดลงจากร้อยละ 36.91 เหลือร้อยละ 0.84 การติดตั้งเซ็นเซอร์มุม 15 องศาสามารถเพิ่มความแม่นยำในการระบุตำแหน่งเริ่มต้น (Home Position) และลดสัญญาณรบกวนจากการสะท้อนของผิวโลหะ กระบวนการผลิตมีความเสถียรและลดต้นทุนการสูญเสียวัสดุฉลากในอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์</p> รัตนภรณ์ บุญเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-31 2026-08-31 10 2 การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการตรวจจับการกระตุกของกล้ามเนื้อใบหน้า https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4819 <p>การกระตุกของกล้ามเนื้อใบหน้าเป็นสัญญาณเชิงสรีรวิทยาที่มีลักษณะเป็นการเคลื่อนไหวขนาดเล็กและเกิดขึ้นในช่วงเวลาสั้น ซึ่งยากต่อการตรวจจับด้วยสายตามนุษย์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการวิเคราะห์การเคลื่อนไหวของใบหน้า และเสนอกรอบแนวคิดเชิงวิศวกรรมสำหรับระบบคัดกรองความผิดปกติทางระบบประสาท โดยดำเนินการตามแนวทาง PRISMA จากการคัดเลือกบทความจำนวน 320 บทความ พบว่ามีบทความที่ผ่านเกณฑ์และนำมาวิเคราะห์จำนวน 35 บทความ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาพบว่าแบบจำลอง Convolutional Neural Networks (CNN) ถูกใช้งานมากที่สุดคิดเป็นประมาณร้อยละ 60 รองลงมาคือ Long Short-Term Memory (LSTM) ร้อยละ 25 และแบบจำลองแบบผสมผสาน CNN-LSTM ร้อยละ 15 โดยมีค่าความแม่นยำเฉลี่ยอยู่ในช่วง 82–86%, 78–84% และ 88–92% ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม มากกว่าร้อยละ 70 ของงานวิจัยยังใช้ชุดข้อมูล micro-expression เช่น CASME II และมีเพียงส่วนน้อยที่ได้รับการทดสอบในสภาพแวดล้อมจริง งานวิจัยนี้จึงเสนอกรอบแนวคิดของระบบคัดกรองที่ประกอบด้วย 6 ขั้นตอนหลัก โดยมุ่งเน้นการใช้งานในระดับ screening system มากกว่าการวินิจฉัยทางการแพทย์</p> นภธร พูลเพียร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-01 2026-09-01 10 2 การพัฒนาระบบให้คำปรึกษาอัจฉริยะด้วยปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุและลดภาระผู้บริบาลในระดับชุมชน https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JSciTech/article/view/4886 <p>การศึกษาวิจัยเรื่อง "การพัฒนาระบบให้คำปรึกษาอัจฉริยะด้วยปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ เพื่อส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุและลดภาระผู้บริบาลในระดับชุมชน" มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อ (1) พัฒนาและประยุกต์ใช้นวัตกรรมปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ในการสร้างระบบสนับสนุนการดูแลสุขภาพผู้สูงอายุ (2) เพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตและสุขภาวะโดยรวมของผู้สูงอายุให้ดียิ่งขึ้น และ (3) เพื่อลดภาระการบริบาลของญาติและผู้ดูแลในพื้นที่ตำบลหัวดงและตำบลเจริญผล จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งเป็นพื้นที่เป้าหมายที่ก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสมบูรณ์ กระบวนการดำเนินงานวิจัยใช้แนวทางการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน (Community Based Learning: CBL) บูรณาการร่วมกับการพัฒนาเทคโนโลยีเชิงรุก ผ่าน 6 กิจกรรมหลัก เริ่มจากการสำรวจ วิเคราะห์บริบทชุมชน และการพัฒนาระบบแชตบอตอัจฉริยะ (Line Bot) บนแพลตฟอร์ม LINE Official Account (LINE OA) ที่เชื่อมต่อกับเทคโนโลยี Gemini AI ผ่านระบบ Webhook ซึ่งช่วยให้ระบบสามารถโต้ตอบด้วยภาษาธรรมชาติและเข้าถึงฐานข้อมูลโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ได้อย่างแม่นยำ ผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีผู้สูงอายุสมัครเข้าใช้งานระบบสำเร็จจำนวน 161 คน จากเป้าหมาย 200 คน (คิดเป็นร้อยละ 80.50) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลหลังการใช้งานพบว่า ร้อยละ 54.29 ของผู้ใช้งานมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน และสามารถลดปัญหาด้านสุขภาพลงได้ร้อยละ 34.29 นอกจากนี้ ผลการประเมินการยอมรับเทคโนโลยีและการนำระบบไปใช้ประโยชน์จริงอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.37) แสดงให้เห็นว่าระบบเครื่องมือคัดกรองและให้คำแนะนำสุขภาพเบื้องต้นเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สรุปได้ว่าการบูรณาการปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ กับแพลตฟอร์มที่ที่ใช้ในชีวิตประจำวัน สามารถช่วยส่งเสริมให้ผู้สูงอายุสามารถจัดการสุขภาพตนเองได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งไม่เพียงแต่ช่วยลดภาระเชิงระบบของบุคลากรสาธารณสุขและผู้ดูแล แต่ยังเป็นต้นแบบสำคัญในการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลเพื่อรองรับความท้าทายของสังคมสูงวัยในอนาคตได้อย่างยั่งยืน</p> Anh Nguyen Hoang ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มทร.สุวรรณภูมิ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-09-01 2026-09-01 10 2