วิจัยและพัฒนาอาชีวศึกษา https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JRVED <p><strong>ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาชีวศึกษา</strong></p> <p><strong>Print ISSN : </strong>2821-9716</p> <p><strong>กำหนดออก : </strong>2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์</strong> <strong>: </strong>วารสารวิจัยและพัฒนาอาชีวศึกษา มีนโยบายเพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิจัยและนวัตกรรม ที่นำไปสู่ การพัฒนาการอาชีวศึกษา หรือการนำองค์ความรู้ด้านการอาชีวศึกษาที่ผ่านกระบวนการวิจัย และนวัตกรรมเพื่อ นำไปสู่การพัฒนาสถานประกอบการชุมชน เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ประกอบไปด้วยขอบเขตเนื้อหา ด้าน เทคโนโลยีอุตสาหกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ บริหารธุรกิจ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการอาชีวศึกษา</p> th-TH <p><em>Journal of TCI is licensed under a Creative Commons </em><a href="https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/"><em>Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International (CC BY-NC-ND 4.0)</em></a><em> licence, unless otherwise stated. Please read our Policies page for more information...</em></p> jrved_2022@ivene4.ac.th (ดร.ชุมสันติ แสนทวีสุข) jrved_2022@ivene4.ac.th (นางสาวสุกัญญา ทาคำห่อ) Wed, 18 Mar 2026 15:32:19 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 รูปแบบการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้อาชีพวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี (UVC) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนอาชีวศึกษาสู่การเป็นผู้ประกอบการในศตวรรษที่ 21 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JRVED/article/view/4583 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและแนวทางการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้อาชีพวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี (UVC) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนอาชีวศึกษาสู่การเป็นผู้ประกอบการในศตวรรษที่ 21 2) สร้างรูปแบบการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้อาชีพฯ 3) ทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้อาชีพฯ 4) ประเมินผลการใช้รูปแบบการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้อาชีพฯ รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา ใช้แนวคิดทฤษฎีการบริหารเชิงระบบ (IPO) และการบริหารจัดการสมัยใหม่ (POLC)เป็นกรอบการวิจัย การวิจัยแบ่งเป็น 4 ตอน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 4 คน ครูผู้สอน จำนวน 44 คน สถานประกอบการ จำนวน 7 คน ผู้เรียน จำนวน 98 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 153 คน ดำเนินการสุ่มโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) และทำการสุ่มอย่างง่าย ( Random Sampling) สนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน ประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน ความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของคู่มือการใช้รูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ แบบสนทนากลุ่ม และแบบรายงาน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหา ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา<br>ผลวิจัยพบว่า<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; 1) สภาพปัญหาการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้อาชีพวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี (UVC) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนอาชีวศึกษาสู่การเป็นผู้ประกอบการในศตวรรษที่ 21 ภาพรวมมีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับปานกลาง และแนวทางการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้อาชีพวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี (UVC) เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนอาชีวศึกษาสู่การเป็นผู้ประกอบการในศตวรรษที่ 21 ภาพรวม ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ 11 โครงการ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;2) รูปแบบที่สร้างขึ้นมี 3 องค์ประกอบ 11 โครงการได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 ปัจจัยนำเข้า 1) หลักการ นโยบาย พัฒนาศูนย์การเรียนรู้อาชีพวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี (UVC) 2) คณะกรรมการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้อาชีพวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี (UVC) 3) คณะกรรมการพัฒนาศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการ (ศูนย์การเรียนรู้อาชีพ 11 ศูนย์ของแผนกวิชา) องค์ประกอบที่ 2 กระบวนการ ด้วยการบริหารจัดการสมัยใหม่ (POLC) ประกอบด้วย การวางแผน ได้แก่ 1) การพัฒนาหลักสูตรเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนร่วมกับสถานประกอบการ 2) พัฒนาการจัดการเรียนรู้ร่วมกันสำหรับครูผู้สอนและครูฝึกในสถานประกอบการ การจัดองค์การ ได้แก่ 3) การบริหารเครือข่ายความร่วมมือ 4) การพัฒนาศูนย์การเรียนรู้อาชีพวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี (UVC) ด้วยระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเชื่อมโยงศูนย์บ่มเพาะผู้ประกอบการ ภาวะผู้นำ ได้แก่ 5) ส่งเสริมสมรรถนะผู้เรียนสู่การเป็นผู้ประกอบการด้านทักษะวิชาชีพ และทักษะการทำงานร่วมกับผู้อื่น การควบคุม ได้แก่ 6) แนวทางการประเมินผลการพัฒนาศูนย์การเรียนรู้อาชีพวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี (UVC) องค์ประกอบที่ 3 ผลผลิต ประกอบด้วย 1) ศูนย์การเรียนรู้อาชีพวิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี (UVC) ครบวงจร 2) ผู้ประกอบการในศตวรรษที่ 21<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;3. ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า ผู้ร่วมกิจกรรมภายใต้โครงการทดลองรูปแบบ ในภาพรวม มีความพึงพอใจ และความรู้ความเข้าใจ อยู่ในระดับมากที่สุด<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;4. ผลการประเมินใช้รูปแบบ 4.1) ผู้เรียน จำนวน 826 คน ผ่านการประเมินสมรรถนะของผู้สำเร็จการศึกษาของตามกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2562 ด้านความรู้ ด้านทักษะ ด้านการประยุกต์ใช้และความรับผิดชอบ ด้านคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะอันพึงประสงค์พบว่า สรุปภาพรวม คิดเป็นร้อยละ 90.05 4.2) ความพึงพอใจของผู้บริหาร และครูผู้สอนที่มีต่อรูปแบบ ภาพรวมค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมากที่สุด 4.3) ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อรูปแบบ ภาพรวมค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมากที่สุด 4.4) ความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มีต่อรูปแบบ ภาพรวมค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมากที่สุด 4.5) จำนวนความร่วมมือของสถานประกอบการหลังการใช้รูปแบบ เพิ่มขึ้นจำนวน 30 แห่ง 4.6) ผลสำเร็จเชิงรูปธรรมของศูนย์การเรียนรู้อาชีพ 4.6.1) ภาพลักษณ์ (ผลิตภัณฑ์ ชื่อเสียงความเป็นมืออาชีพ) พบว่า หน่วยงานทั้งภาครัฐและเอกชนที่มารับบริการ จำนวน 35 แห่ง ให้ความไว้วางใจในการใช้บริการศูนย์การเรียนรู้อาชีพ 4.6.2) รางวัลเชิดชูเกียรติจากสมาคมผู้สื่อข่าวและหน่วยงานราชการในจังหวัดอุบลราชธานี รายการ Five Focus ช่อง ททบ. 5 รายการตลาดไม่วาย By ทีวีอิสาน ช่อง NBT 4.6.3) การสร้างตราสินค้า (Brand) ของผลิตภัณฑ์จากศูนย์การเรียนรู้อาชีพ จำนวน 11 ตราสินค้า (Brand ) 4.6.4) จำนวนผู้เรียนที่สำเร็จการศึกษาที่เข้าร่วมโครงการ จำนวน 98 คน ศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น จำนวน 70 คน เป็นผู้ประกอบการหรือประกอบอาชีพอิสระ จำนวน 28 คน คิดเป็น ร้อยละ 100</p> ลฎาภา แสวงทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิจัยและพัฒนาอาชีวศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JRVED/article/view/4583 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700 D, Development of a Smart Flippe การพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านอัจฉริยะ (Smart Flipped Classroom) เพื่อเสริมสร้างการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ สำหรับนักศึกษาปริญญาตรีสายอาชีวศึกษา https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JRVED/article/view/4974 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านอัจฉริยะ (Smart Flipped Classroom) เพื่อเสริมสร้างการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ สำหรับนักศึกษาปริญญาตรีสายอาชีวศึกษา&nbsp; 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการเรียนรู้ เรื่อง เทคโนโลยีกับปัญญาประดิษฐ์ ของนักศึกษาปริญญาตรีสายอาชีวศึกษา ก่อนและหลังเรียนโดยใช้บทเรียนดิจิทัลร่วมกับการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านอัจฉริยะ (Smart Flipped Classroom)&nbsp; 3) เพื่อประเมินการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ของนักศึกษาปริญญาตรีสายอาชีวศึกษา&nbsp; 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาปริญญาตรีสายอาชีวศึกษา ที่มีต่อรูปแบบการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านอัจฉริยะ (Smart Flipped Classroom) กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาการบัญชี วิทยาลัยอาชีวศึกษาอุบลราชธานี ที่ลงทะเบียน จำนวน 25 คน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ บทเรียนดิจิทัล แผนการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านอัจฉริยะ เรื่อง เทคโนโลยีกับปัญญาประดิษฐ์ แบบประเมินทักษะการเรียนรู้ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test ผลการวิจัย พบว่า 1) ประสิทธิภาพของบทเรียนดิจิทัล มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 83.80/86.30&nbsp; 2) ผลการเปรียบเทียบทักษะการเรียนรู้ของนักศึกษาปริญญาตรีสายอาชีวศึกษา คะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp; 3) ผลการประเมินการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ของนักศึกษาสายอาชีวศึกษา ผู้เรียนสืบค้น คิดวิเคราะห์และประเมินสิ่งที่ได้อย่างมีประสิทธิภาพ&nbsp; 4) ความพึงพอใจของนักศึกษาปริญญาตรีสายอาชีวศึกษา ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้านอัจฉริยะ มีค่าเฉลี่ยในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> sunantha kasiphan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิจัยและพัฒนาอาชีวศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JRVED/article/view/4974 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700 The Influence of Service Quality and Local Identity on Generation Z Tourists’ Satisfaction in Sisaket Province https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JRVED/article/view/4937 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอิทธิพลของคุณภาพการบริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว Generation Z ในจังหวัดศรีสะเกษ และ 2) ศึกษาอิทธิพลของอัตลักษณ์ท้องถิ่นที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว Generation Z ในจังหวัดศรีสะเกษ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ นักท่องเที่ยว Generation Z อายุ 18 ปีขึ้นไปที่เคยเดินทางท่องเที่ยวในจังหวัดศรีสะเกษ จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงร่วมกับการเก็บข้อมูลแบบสะดวก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า คุณภาพการบริการและอัตลักษณ์ท้องถิ่นมีความสัมพันธ์กันในระดับที่ไม่ก่อให้เกิดปัญหาความสัมพันธ์สูงระหว่างตัวแปรอิสระ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เท่ากับ 0.591 ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณพบว่า คุณภาพการบริการและอัตลักษณ์ท้องถิ่นมีอิทธิพลเชิงบวกต่อความพึงพอใจของนักท่องเที่ยว Generation Z อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของความพึงพอใจได้ร้อยละ 57.8 ทั้งนี้ อัตลักษณ์ท้องถิ่นมีอิทธิพลต่อความพึงพอใจมากกว่าคุณภาพการบริการเล็กน้อย ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า การพัฒนาการท่องเที่ยวจังหวัดศรีสะเกษควรดำเนินควบคู่กันทั้งการยกระดับคุณภาพการบริการและการนำเสนออัตลักษณ์ท้องถิ่นให้ชัดเจน เพื่อสร้างประสบการณ์ที่มีคุณค่าและตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยว Generation Z</p> Bulan Arsasana, Napakkamon Totaiya, Natthiwut Rodphan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิจัยและพัฒนาอาชีวศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JRVED/article/view/4937 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลปัญญาประดิษฐ์แบบสนทนา ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคกลุ่มเจเนอเรชันซี ในจังหวัดยโสธร https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JRVED/article/view/4938 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบสนทนาของผู้บริโภคกลุ่มเจเนอเรชันซี ในจังหวัดยโสธร 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบสนทนาที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ของผู้บริโภคกลุ่มเจเนอเรชันซี ในจังหวัดยโสธร รูปแบบการวิจัยเป็น การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แนวคิดแบบจำลองการยอมรับเทคโนโลยี ร่วมกับแนวคิดการรับรู้ความเสี่ยงและลำดับขั้นการตัดสินใจซื้อเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่ดำเนินการวิจัย คือ จังหวัดยโสธร กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริโภคกลุ่มเจเนอเรชันซีที่มีประสบการณ์ใช้งานปัญญาประดิษฐ์แบบสนทนาและอาศัยอยู่ในจังหวัดยโสธร จำนวน 400 คน ใช้วิธีคัดเลือกแบบเจาะจงร่วมกับแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์แบบสนทนาของกลุ่มตัวอย่างในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านการรับรู้ถึงความง่ายต่อการใช้งานมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ( = 4.28) อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือการรับรู้ประโยชน์ และประสบการณ์การใช้ AI ส่วนการรับรู้ถึงความเสี่ยงมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด อยู่ในระดับปานกลาง ( = 3.24)</li> <li>ปัจจัยด้านปัญญาประดิษฐ์แบบสนทนาทั้ง 4 มิติ สามารถร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจซื้อสินค้าออนไลน์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 39.0 (R<sup>2</sup> = 0.390) ทั้งนี้ การรับรู้และเข้าใจถึงประโยชน์ของ AI มีอิทธิพลเชิงบวกสูงที่สุด (β = 0.331) รองลงมาคือ การรับรู้ถึงความง่ายต่อการใช้งานของ AI (β = 0.322) และประสบการณ์การใช้ AI (β = 0.206) ในขณะที่การรับรู้ถึงความเสี่ยงมีอิทธิพลเชิงลบต่อการตัดสินใจซื้อ (β = -0.190) อย่างมีนัยสำคัญ</li> </ol> <p>องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ ชี้ให้เห็นว่าระบบการโต้ตอบที่ง่ายและสะดวกรวดเร็วสามารถกระตุ้นการตัดสินใจซื้อของประชากรดิจิทัลในจังหวัดรองได้ ซึ่งผู้ประกอบการออนไลน์ในจังหวัดยโสธรสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางออกแบบแชตบอตที่มีประสิทธิภาพ ปรับปรุงความปลอดภัยเพื่อลดความเสี่ยง และยกระดับเศรษฐกิจดิจิทัลในระดับท้องถิ่น</p> อานนท์ พัสดร, ยุพรัตน์ พัสดร, เข็มชาติ พงษ์พาน, ก้องกุล กุลแก้ว, จักรกฤช ศรีวิเศษ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิจัยและพัฒนาอาชีวศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JRVED/article/view/4938 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700 Study การศึกษากำลังรับแรงอัดของคอนกรีตชนิดไหลอัดแน่นด้วยตัวเองผสมเส้นใยเหล็กแบบตะขอ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JRVED/article/view/4943 <p>การวิจัยเรื่อง การศึกษากำลังรับแรงอัดของคอนกรีตชนิดไหลอัดแน่นด้วยตัวเองผสมเส้นใยเหล็กแบบตะขอ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากำลังรับแรงอัดของคอนกรีตชนิดไหลอัดแน่นด้วยตัวเอง (Self-Compacting Concrete: SCC) และคอนกรีตชนิดไหลอัดแน่นด้วยตัวเองที่แทนที่ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ด้วยเถ้าลอยในอัตราส่วนร้อยละ 20 โดยน้ำหนัก ร่วมกับการผสมเส้นใยเหล็กแบบตะขอที่ปริมาณต่างๆ คือ 0%, 0.25%, 0.5%, และ 1.0% โดยปริมาตรคอนกรีต การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง โดยทดสอบกำลังรับแรงอัดของตัวอย่างคอนกรีตรูปทรงกระบอกขนาด 15 × 30 เซนติเมตร ตามมาตรฐาน ASTM C39 ที่อายุการบ่ม 28 วัน ผลการวิจัยพบว่า คอนกรีตชนิดไหลอัดแน่นด้วยตัวเองที่เสริมเส้นใยเหล็กแบบตะขอมีค่ากำลังรับแรงอัดเพิ่มขึ้นตามปริมาณเส้นใยที่เพิ่มขึ้น โดยมีกำลังรับแรงอัดสูงสุดเท่ากับ 53.1 MPa ที่ปริมาณเส้นใยร้อยละ 1.00 <br>และเพิ่มขึ้นร้อยละ 31.76 เมื่อเทียบกับส่วนผสมควบคุม ขณะที่คอนกรีตชนิดไหลอัดแน่นด้วยตัวเองที่แทนที่ปูนซีเมนต์ด้วยเถ้าลอยร้อยละ 20 โดยน้ำหนักร่วมกับการเสริมเส้นใยเหล็กแบบตะขอ ให้ค่ากำลังรับแรงอัดสูงกว่าส่วนผสมควบคุมในทุกระดับการผสม โดยมีกำลังรับแรงอัดสูงสุดเท่ากับ 55.9 MPa ที่ปริมาณเส้นใยร้อยละ 1.00 และเพิ่มขึ้นร้อยละ 32.15 เมื่อเทียบกับส่วนผสมควบคุม องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การใช้เถ้าลอยทดแทนปูนซีเมนต์ร่วมกับการเสริมเส้นใยเหล็กแบบตะขอสามารถเพิ่มกำลังรับแรงอัดของคอนกรีตชนิดไหลอัดแน่นด้วยตัวเองได้ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบคอนกรีตสมรรถนะสูงที่มีความคุ้มค่าและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้</p> Thanawat Thanasirasuphasit, โกสินทร์ แข่งขัน, PITTHAPAS THAWORNKUL, Wasun butyot ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิจัยและพัฒนาอาชีวศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JRVED/article/view/4943 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700 The การพัฒนาบทเรียนออนไลน์ร่วมกับการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน รายวิชาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออาชีพ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JRVED/article/view/4961 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาบทเรียนออนไลน์ร่วมกับการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน รายวิชาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออาชีพ 2) เพื่อหาประสิทธิภาพบทเรียนออนไลน์ร่วมกับการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน รายวิชาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออาชีพ 3) เพื่อหาความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ร่วมกับการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน รายวิชาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออาชีพ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ วิทยาลัยเทคนิคเดชอุดม ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ที่เรียนวิชาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออาชีพ คัดเลือกโดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่มได้ห้องเรียนมา จำนวน 1 ห้อง รวมจำนวนนักเรียน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย <br>1) บทเรียนออนไลน์รายวิชาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออาชีพ 2) แผนการจัดการเรียนรู้ <br>3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างเรียนและหลังเรียน 4) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1) ผลการพัฒนาบทเรียนออนไลน์ร่วมกับการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน รายวิชาการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่ออาชีพ ผู้วิจัยได้แบ่งบทเรียนออกเป็น 13 หน่วยการเรียนรู้ โดยในแต่ละบทเรียนจะประกอบไปด้วยกิจกรรมนอกชั้นเรียน คือ ใบความรู้ วีดิทัศน์ สไลด์เนื้อหาบทเรียน และตัวอย่าง<br>ใบงาน กิจกรรมในชั้นเรียน คือ ใบงานและแบบทดสอบก่อนเรียน – หลังเรียนในแต่ละหน่วย&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2) ประสิทธิภาพของบทเรียนออนไลน์ มีค่าประสิทธิภาพ 85.29/86.58&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่เรียนด้วยบทเรียนออนไลน์ มีความพึงพอใจอยู่ในระดับ<br>มากที่สุด</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> บทเรียนออนไลน์, การเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน, ประสิทธิภาพบทเรียน</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;This research aimed to 1) develop online lessons combined with flipped classroom learning for the course Digital Literacy for Career, 2) determine the efficiency of the online lessons combined with flipped classroom learning for the course Digital Literacy for Career, and 3) examine the satisfaction of students learning through the online lessons combined with flipped classroom learning for the course Digital Literacy for Career. The sample group consisted of vocational certificate-level students at Det Udom Technical College, enrolled in the course Digital Literacy for Career during the second semester of the 2025 academic year. The sample was selected through cluster random sampling, using the classroom as the sampling unit, yielding one classroom of 30 students. The research instruments comprised: 1) online lessons for the course Digital Literacy for Career, 2) lesson plans, 3) a learning achievement test a learning achievement test administered during and after each unit, and 4) a satisfaction questionnaire. The statistics used for data analysis were mean and standard deviation.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; The research findings revealed that</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 1) Regarding the development of the online lessons combined with flipped classroom learning for the course Digital Literacy for Career, the researcher divided the lessons into 13 learning units. Each unit included out-of-class activities consisting of knowledge sheets, videos, content slides, and sample worksheets, as well as in-class activities consisting of worksheets and pre-test/post-test assessments for each unit.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 2) The efficiency of the online lessons was 85.29/86.58.</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; 3) The satisfaction of students learning with the online lessons was at the highest level.</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong>Keywords:</strong> Online Lessons, Flipped Classroom Learning, Lesson Efficiency</p> Punnida Boonsanong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิจัยและพัฒนาอาชีวศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JRVED/article/view/4961 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700 D การพัฒนาและหาประสิทธิภาพเครื่องอัดกระถางจากวัสดุธรรมชาติ https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JRVED/article/view/4962 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบและพัฒนาเครื่องอัดกระถางจากวัสดุธรรมชาติ ศึกษาผลของอุณหภูมิและเวลาที่มีต่อความสมบูรณ์และความอุ้มน้ำของกระถาง รวมทั้งประเมินประสิทธิภาพของเครื่องอัดกระถางจากวัสดุธรรมชาติ เครื่องต้นแบบถูกออกแบบให้ใช้ระบบไฮดรอลิกในการสร้างแรงอัด โดยใช้ใยและขุยมะพร้าวผสมกับกาวน้ำแป้งมันสำปะหลังในอัตราส่วน 1:1 และทำการอัดขึ้นรูปภายใต้แรงอัดคงที่ 750 kPa ที่อุณหภูมิ 100, 110 และ 120 องศาเซลเซียส ร่วมกับเวลาในการอัดขึ้นรูป 480, 540 และ 600 วินาที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าผู้เชี่ยวชาญจำนวน 15 คน มีความพึงพอใจต่อเครื่องอัดกระถางจากวัสดุธรรมชาติโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.53, SD = 0.50) ด้านความสมบูรณ์ของกระถางพบว่า สภาวะที่อุณหภูมิ 120 องศาเซลเซียส และเวลา 600 วินาที ให้ขนาดของกระถางใกล้เคียงค่าที่กำหนดมากที่สุด โดยมีค่าความกว้างปากกระถาง ความกว้างก้นกระถาง ความสูง และความหนาอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ด้านความอุ้มน้ำพบว่า กระถางที่ผลิตที่อุณหภูมิ 120 องศาเซลเซียส มีความสามารถในการอุ้มน้ำสูงที่สุดในทุกช่วงเวลาการทดลอง</p> <p>ผลการประเมินประสิทธิภาพของเครื่องพบว่า เครื่องอัดกระถางต้นแบบมีกำลังการผลิตเฉลี่ย 12 กระถางต่อชั่วโมง และมีผลิตภาพเท่ากับ 12 กระถางต่อคนต่อชั่วโมง ขณะที่การใช้พลังงานไฟฟ้ามีแนวโน้มเพิ่มขึ้นตามอุณหภูมิและระยะเวลาในการอัดขึ้นรูป โดยสภาวะที่อุณหภูมิ 120 องศาเซลเซียส และเวลา 600 วินาที มีการใช้พลังงานไฟฟ้าสูงที่สุด ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าเครื่องอัดกระถางต้นแบบสามารถใช้งานได้จริงและมีศักยภาพในการพัฒนาต่อยอดเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการประยุกต์ใช้ในระดับชุมชนและภาคการเกษตรต่อไป</p> นายชนะ สุทธิประภา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิจัยและพัฒนาอาชีวศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JRVED/article/view/4962 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700 นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการหนึ่งโรงเรียนสองระบบเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โรงเรียนวัดเขมาภิรตาราม สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JRVED/article/view/4521 <p style="font-weight: 400;">การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการ 2) พัฒนานวัตกรรม 3) ประเมินนวัตกรรม และ 4) ศึกษาผลการใช้นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการหนึ่งโรงเรียนสองระบบเพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียน โดยกลุ่มผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้บริหาร ครู นักเรียน และผู้ปกครอง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบบันทึกการประชุมแบบมีส่วนร่วม แบบบันทึกร่างนวัตกรรมแบบตรวจสอบนวัตกรรม แบบบันทึกการปรับปรุงร่างนวัตกรรม คู่มือการใช้นวัตกรรม แบบประเมินคู่มือการใช้นวัตกรรม แบบประเมินนวัตกรรม แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยสรุปตามวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) สภาพปัจจุบันการบริหารงานวิชาการ มีความต้องการในการพัฒนางานวิชาการ การจัดการเรียนรู้แบบผสมผสานและสอดคล้องกับการพัฒนาศักยภาพด้านบุคลากรและเทคโนโลยีที่โรงเรียนมีอยู่ 2) ผลการพัฒนานวัตกรรมการบริหารงานวิชาการ มีองค์ประกอบของนวัตกรรม 5 องค์ประกอบ &nbsp;3) ผลการประเมินนวัตกรรมการบริหารงานวิชาการด้านความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 4) ผลการใช้นวัตกรรมการบริหารงานวิชาการ หลังใช้นวัตกรรมนักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนสูงขึ้น และสูงกว่าค่าเป้าหมายที่กำหนด นักเรียนมีคุณลักษณะอันพึงประสงค์และสมรรถนะสำคัญของผู้เรียนสูงขึ้น เมื่อเทียบกับปีการศึกษา 2566 นักเรียนและผู้ปกครอง มีความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมอยู่ในระดับมากที่สุด&nbsp; &nbsp;</p> กรชนก สุตะพาหะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิจัยและพัฒนาอาชีวศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JRVED/article/view/4521 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700 The Development of a Project-Bas การพัฒนารูปแบบการสอนโครงงานร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ รายวิชาโครงงาน https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JRVED/article/view/4964 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของแผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาโครงงาน โดยใช้รูปแบบโครงงานเป็นฐาน (PjBL) ผสมผสานเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ (Generative AI) ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด (2) เพื่อประเมินคุณภาพของโครงงาน และ (3) เพื่อหาความพึงพอใจต่อการพัฒนารูปแบบการสอนโครงงานร่วมกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค์ รายวิชาโครงงาน ประชากรได้แก่ นักเรียน นักศึกษา ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ จำนวน 57 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) สาขาวิชาเทคโนโลยีธุรกิจดิจิทัล วิทยาลัยเทคนิคอำนาจเจริญ ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาโครงงาน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ซึ่งได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบสุ่มอย่างง่าย ระยะเวลาที่ใช้ในการทดลองจำนวน 72 ชั่วโมง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาโครงงานที่บูรณาการขั้นตอน PjBL ร่วมกับการใช้ Generative AI แบบประเมินคุณภาพโครงงาน (Rubric Score) และแบบสอบถามความพึงพอใจ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และสถิติทดสอบ t-test for Dependent Samples ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>ด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน: การบูรณาการ PjBL ร่วมกับ Generative AI ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสนับสนุน (Scaffolding) ช่วยยกระดับคุณภาพนวัตกรรมและลดระยะเวลาการทำงาน ส่งผลให้ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ได้อย่างชัดเจน</p> <p>ด้านคุณภาพของโครงงาน: ชิ้นงานและโครงงานของผู้เรียนมีคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.55, S.D. 0.54) โดยประเด็นที่มีผลการประเมินสูงสุดคือ ด้านความรับผิดชอบและการส่งงาน (ค่าเฉลี่ย 4.67)</p> <p>ด้านความพึงพอใจของผู้เรียน: ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.76, S.D. 0.45) โดยประเด็นที่ผู้เรียนมีความพึงพอใจสูงสุดคือ ความมั่นใจในการนำเครื่องมือ Generative AI ไปประยุกต์ใช้ในการทำงานจริงในอนาคต (ค่าเฉลี่ย 4.90)</p> porntiwa vongphitak, นที จันทร์เทียม, วุฒิไกร หนูดอนทราย, รุ่งวิรุณ โกมลิทธิพงศ์, นายศักดิ์ศรี สุยะรา, ปรัชญานันท์ ญาณเพิ่ม, สุรีพร คืนดี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วิจัยและพัฒนาอาชีวศึกษา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JRVED/article/view/4964 Fri, 25 Sep 2026 00:00:00 +0700