https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JLDSC/issue/feedวารสารโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชน2026-01-23T16:06:36+07:00ดร.ณัฐพล ไพศาลวิโรจน์รักษ์ nattapolpa@nu.ac.thOpen Journal Systems<p> วารสารโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชน เป็นวารสารวิชาการของคณะโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยนเรศวร มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัยและบทความปริทัศน์ แก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์และนักศึกษา เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมการศึกษา การสอน การวิจัย โดยขอบเขตของวารสารที่เปิดรับบทความ 6 สาขาที่เกี่ยวของกับโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชนดังต่อไปนี้</p> <ol> <li>การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน</li> <li>การขนส่งและการเดินทาง</li> <li>ความยั่งยืน</li> <li>วิทยาการจัดการ</li> <li>การค้าระหว่างประเทศ</li> <li>เทคโนโลยีและสารสนเทศ</li> </ol> <p><strong>กระบวนการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ<br /></strong> บทความที่ส่งเพื่อตีพิมพ์จะได้รับการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน (ปรับปรุงนโยบาย 19-05-66) ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ และได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบรรณาธิการ โดยตลอดกระบวนการประเมินนั้น ทั้งผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบตัวตนของกันและกัน (Double-blind review) อย่างไรก็ตาม บทความจากผู้เขียนภายในองค์กรจะได้รับการพิจารณาโดยผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้เขียน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการประเมินคุณภาพบทความอย่างเข้มงวดก่อนที่จะเผยแพร่สู่สาธารณะ<strong><br /></strong></p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่รับตีพิมพ์ในวารสาร</strong></p> <ol> <li><strong>บทความวิจัย (Research Article)</strong> เป็นบทความที่มีการค้นคว้าอย่างมีระบบและมีความมุ่งหมายชัดเจน เพื่อให้ได้ข้อมูลหรือหลักการบางอย่างที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการ หรือการนำวิชาการมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ บทความวิจัยมีลักษณะเป็นเอกสารที่มีรูปแบบของการวิจัยตามหลักวิชาการ เช่นมีการตั้งสมมติฐานหรือมีการกำหนดปัญหาที่ชัดเจนสมเหตุผล โดยจะต้องระบุวัตถุประสงค์ที่เด่นชัดแน่นอน มีการรวบรวมข้อมูล พิจารณาวิเคราะห์ ตีความและสรุปผลการวิจัยที่สามารถให้คำตอบหรือบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ต้องการได้</li> <li><strong>บทความวิชาการ (Academic Article) </strong>เป็นบทความในลักษณะวิเคราะห์วิจารณ์ หรือเสนอแนวคิดใหม่ จากพื้นฐานทางวิชาการที่ได้เรียบเรียงจากผลงานทางวิชาการของตนเองหรือของผู้อื่น หรือเป็นบทความทางวิชาการที่เขียนขึ้นเพื่อเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ให้กับบุคคลทั่วไปที่สนใจ</li> <li><strong>บทความปริทัศน์ (Review Article) </strong>เป็นงานวิชาการที่ประเมินสถานะล่าสุดทางวิชาการ (State of the Art) เฉพาะทางที่มีการศึกษาค้นคว้า มีการวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้ทั้งทางกว้างและทางลึกอย่างทันสมัย โดยให้ข้อวิพากษ์ที่ชี้ให้เห็นแนวโน้มที่ควรศึกษาและพัฒนาต่อไป</li> </ol> <p><strong>กำหนดเผยแพร่</strong> : ปีละ 3 ฉบับ</p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – เมษายน</li> <li>ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม</li> <li>ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม</li> </ul> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ : </strong>ภาษาไทย หรือ ภาษาอังกฤษ </p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ :</strong> วารสารโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชนไม่มีค่าใช้จ่ายในกระบวนการตีพิมพ์ทั้งหมด และ ทุกบทความในวารสารนี้ตีพิมพ์ในลักษณะแบบเปิดและไม่มีค่าธรรมเนียมสำหรับผู้อ่านทุกท่าน</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร :</strong> คณะโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยนเรศวร</p> <p><strong>ผู้ให้การสนับสนุน</strong> : คณะโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยนเรศวร</p> <p>ISSN 2985-0088 (Print)<br />ISSN 2985-0096 (Online)</p>https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JLDSC/article/view/4377Technology Adoption Among Thai Farmers: The Mediating Role of Resistance to Change in a UTAUT2 Framework2025-10-31T09:17:12+07:00Supavanee Thimthongsupavaneet@nu.ac.thPonnapa Musikapunmail@mail.comNichapat Taraimail@mail.comTiantong Saenjiomail@mail.comBantita Khanthonghaomail@mail.com<p>This study investigates the mediating role of Resistance to Change (RTC) in the relationship between UTAUT2 factors and behavioral intention to adopt business-to-business (B2B) agricultural marketplace platforms among smallholder farmers in Kamphaeng Phet Province, Thailand. Using purposive sampling, a quantitative survey was conducted with 400 smallholder farmers. Mediation analysis was performed using PROCESS Macro (Model 4) with 5,000 bootstrap resamples. The total effect of UTAUT2 on behavioral intention was significant (β = 0.8858, p < .001, 95% CI [0.8050, 0.9667]). When RTC was included in the model, the direct effect remained significant (β = 0.7366, p < .001), while the indirect effect through RTC was also significant (β = 0.1493, 95% CI [0.0897, 0.2175]), confirming partial mediation. Additionally, UTAUT2 negatively predicted RTC (β = –0.4848, p < .001), and RTC negatively predicted behavioral intention (β = –0.3056, p < .001). These findings indicate that stronger UTAUT2 factors reduce psychological resistance, thereby increasing the likelihood of technology adoption. The study provides empirical evidence for integrating behavioral resistance factors into UTAUT2 and offers actionable insights for policymakers and platform developers to design interventions that reduce resistance and accelerate digital agriculture adoption.</p>2026-01-14T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชนhttps://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JLDSC/article/view/4511การปรับปรุงผังการผลิตเพื่อลดความสูญเปล่าของระยะทางการเคลื่อนย้ายชิ้นงานด้วย วิธีการวางผังอย่างเป็นระบบ2025-12-13T12:24:19+07:00พรพรหม รุ่งเรืองphornprom.r@ku.thจิราภรณ์ พรมสีใหม่mail@mail.comฐาปนีย์ อุไรวงษ์mail@mail.comนิรมล พูลสวัสดิ์mail@mail.comปิยรดา สันติเพชร mail@mail.comศุภาวรรณ ประมัทถะmail@mail.com<p>งานวิจัยนี้มุ่งเน้นในการการปรับปรุงผังโรงงานเพื่อลดความสูญเปล่าของระยะทางการเคลื่อนย้ายชิ้นงานในกระบวนการผลิตของโรงงานกรณีศึกษา โดยการปรับใช้ทฤษฎีการวางแผนผังโรงงานอย่างมีระบบ หรือ Systematic Layout Planning (SLP) เพื่อดูการไหลของวัสดุและความสัมพันธ์ของกิจกรรมแบบมุ่งเน้นกระบวนการผลิต (Process Layout) มาเป็นแนวทางหลักในการออกแบบผังโรงงาน และเสนอแผนผังทางเลือกจำนวน 3 รูปแบบ เพื่อทำการเปรียบเทียบประสิทธิภาพผังการผลิตของโรงงานทั้ง 3 รูปแบบ เพื่อประเมินผังที่เหมาะสมที่สุดในด้านการลดความสูญเปล่าของระยะทางการเคลื่อนย้ายชิ้นงานในกระบวนการผลิต ผลจากการเปรียบเทียบผังการผลิตของโรงงานทั้ง 3 รูปแบบ พบว่าผังการผลิต SLP รูปแบบที่ 1 เน้นการวางผังตามแนวคิดตำแหน่งเครื่องจักรให้สอดคล้องกับลำดับขั้นตอนการผลิต ให้ผลลัพธ์ระยะทางรวมการเคลื่อนย้ายชิ้นงานในกระบวนการผลิตน้อยที่สุด 97.6 เมตร รองลงมาเป็นผังการผลิต SLP รูปแบบที่ 3 นำแนวคิดทฤษฎีการจัดวางผังโรงงานมาประยุกต์รวมกับแนวคิด Kaizen มีระยะทาง 126.6 เมตร และผังการผลิต SLP รูปแบบที่ 2 เน้นการนำ Process Layout เข้ามาประยุกต์ใช้ ในการจัดวางตำแหน่งพื้นที่ เครื่องจักร อุปกรณ์ในการทำงานมีระยะทาง 150.5 เมตร ตามลำดับ ดังนั้นผังการผลิต SLP รูปแบบที่ 1 มีระยะทางการเคลื่อนย้ายชิ้นงานน้อยที่สุด การไหลของชิ้นงานไม่มีการเคลื่อนย้ายที่วกไปวนมา ลดความเสี่ยงในการเกิดอันตรายหรืออุบัติเหตุต่อการทำงาน ถือเป็นผังที่มีประสิทธิภาพสูงสุดในด้านการลดความสูญเปล่าของระยะทางการเคลื่อนย้ายชิ้นงานเมื่อพิจารณาจากระยะทาง</p>2026-02-11T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชนhttps://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JLDSC/article/view/4491การพัฒนาแบบจำลองทางคณิตศาสตร์และการประยุกต์ใช้วิธีการเชิงวิวัฒนาการ เพื่อจัดเส้นทางเดินรถจัดเก็บขยะ2025-12-03T09:45:40+07:00ชนัญชิดา บุญคุ้ม chananchidab63@nu.ac.thศิริกาญจน์ จันทร์สมบัติsirikarnc@nu.ac.th<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบของปัญหาและพัฒนาเส้นทางเดินรถเพื่อเก็บขยะของเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี อำเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย ด้วยการนำเสนอแบบจำลองทางคณิตศาสตร์และประยุกต์ใช้วิธีการเชิงวิวัฒนาการ (Evolutionary Method) เพื่อหาเส้นทางเดินรถจัดเก็บขยะที่เหมาะสม การศึกษานี้ได้นำเส้นทางเดิมมาเปรียบเทียบกับเส้นทางที่ได้จากแบบจำลอง ผลการศึกษาพบว่า วิธีการเชิงวิวัฒนาการให้เส้นทางที่มีระยะทางที่เหมาะสมที่สามารถลดระยะทางในการเดินทางลงได้กว่าเส้นทางเดิม จากเส้นทางเดิมมีระยะทางเท่ากับ 28.70 กิโลเมตร และเส้นทางใหม่ที่ได้รับจากแบบจำลองมีระยะทางเท่ากับ 21.28 กิโลเมตร ซึ่งสามารถลดระยะทางจากเดิมได้มากถึง 7.42 กิโลเมตร หรือคิดเป็นร้อยละ 25.85 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพของแบบจำลองทางคณิตศาสตร์และการประยุกต์ใช้วิธีการเชิงวิวัฒนาการในการวางแผนเส้นทางอย่างเป็นระบบ สามารถช่วยลดต้นทุนการดำเนินงานและเพิ่มคุณภาพของการบริการได้</p>2026-02-17T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชนhttps://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JLDSC/article/view/4485ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการและความสามารถด้านโลจิสติกส์ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ กรณีศึกษา บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร2025-12-10T22:38:34+07:00นิธิศ คำมะบาลporknig_@hotmail.comนัทธ์หทัย อือนอกmail@mail.comนฤมล สุ่นสวัสดิ์mail@mail.com<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการของบริษัทตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ กรณีศึกษา บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร (2) ศึกษาความสามารถด้านโลจิสติกส์ของบริษัทตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ กรณีศึกษา บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร (3) ศึกษาการตัดสินใจเลือกใช้บริการของบริษัทตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ กรณีศึกษา บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร (4) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ กรณีศึกษา บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร และ (5) ศึกษาความสามารถด้านโลจิสติกส์ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ กรณีศึกษา บริษัทเอกชน</p> <p> </p> <p>แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) มีเครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสอบถาม โดยมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.95 ส่วนกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่เคยใช้และผู้ที่ใช้บริการ Freight Forwarder หรือทำงานร่วมกันกับบริษัท Freight Forwarder จำนวน 200 ตัวอย่าง ซึ่งทำการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์์สมการถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่า (1) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการ ภาพรวมเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีความคิดเห็นมากที่สุดเป็นลำดับแรก คือ ด้านกระบวนการให้บริการ รองลงมา คือ ด้านบุคลากร และลำดับสุดท้าย คือ ด้านราคา ตามลำดับ (2) ความสามารถด้านโลจิสติกส์ ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีความคิดเห็นมากที่สุดเป็นลำดับแรก คือ ด้านการทำงานด้วยความโปร่งใส รองลงมา คือ ด้านการบูรณาการภายในองค์กร และลำดับสุดท้าย คือ ด้านการยืดหยุ่นในการทำงาน ตามลำดับ (3) การตัดสินใจเลือกใช้บริการ ภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีความคิดเห็นเป็นลำดับแรก คือ การตัดสินใจซื้อ รองลงมา คือ พฤติกรรมภายหลังการซื้อ และลำดับสุดท้าย คือ การรับรู้ปัญหา ตามลำดับ (4) ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ กรณีศึกษา บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ (5) ความสามารถด้านโลจิสติกส์มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการบริษัทตัวแทนรับจัดการขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ กรณีศึกษา บริษัทเอกชนแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>2026-02-17T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชนhttps://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JLDSC/article/view/4200The Development of Buddhist Principles Model in Thai Supply Chain 2025-12-05T22:23:51+07:00Artaphon Chansamutartaphon.c@mail.rmutk.ac.th<p>A research articles on the subject was the development of Buddhist principles model in Thai supply chain. From the literature review and case studies on the application of Buddhist principles in business and supply chain management. The author found large number of paper and articles in supply chain management. The objective of paper was to develop and evaluate the Buddhist principles model in the Thai supply chain. The samples are ten expert group in supply chain and Buddhist studies. The data is analyzed by means and standardized deviations. The measurement and the evaluation of model are based on Black-Box Testing.The research results about the development of Buddhist principles model in Thai supply chain comprises seven namely main components, Suppliers, Buddhist Agencies, Buddhist Customers, Distribution, Service provider and Consumers. The overall evaluation result for the development of Buddhist principles model in Thai supply chain shows the overall rating mean of 3.78 and standard deviation of 1.12. Suggesting that the development of Buddhist principles model in Thai supply chain may guide for improving efficiency, sustainability and balance in Thai business management and operations, including in the supply chain .</p>2026-02-25T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชนhttps://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JLDSC/article/view/4425ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการจัดการโลจิสติกส์และห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน: แนวโน้ม และทิศทางในอนาคตด้านการขนส่งและการกระจายสินค้า2026-01-23T16:06:36+07:00จินตนา สีหาพงษ์jintanasea@pim.ac.th<p>งานวิจัยนี้เป็นการทบทวนวรรณกรรมอย่างเป็นระบบเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนโดยมุ่งเน้นด้านการขนส่งและการกระจายสินค้า มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิวัฒนาการ การจำแนก และแนวโน้มของเทคโนโลยี AI ที่ส่งผลต่อความยั่งยืนของห่วงโซ่อุปทาน ผลการศึกษาพบการเปลี่ยนผ่านจากการใช้ออบติไมเซชันและเมตาฮิวริสติก ไปสู่ระบบอัจฉริยะที่เชื่อมโยงข้อมูลแบบเรียลไทม์ และผสานการเรียนรู้ของเครื่อง การเรียนรู้เสริมแรง และดิจิทัลทวิน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ลดการปล่อยคาร์บอน และสนับสนุนการตัดสินใจอัตโนมัติ ผลการวิจัยชี้ว่าเทคโนโลยี AI ส่วนใหญ่ยังมุ่งเน้น Optimization และ Metaheuristics (67.5%) ขณะที่เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น Machine Learning, Deep Learning, Reinforcement Learning และ Digital Twin มีการใช้งานเพิ่มขึ้นหลังปี พ.ศ. 2564 ด้านความยั่งยืนให้ความสำคัญกับมิติเศรษฐกิจมากที่สุด รองลงมาคือสิ่งแวดล้อมและสังคม โดยการบูรณาการเศรษฐกิจ–สิ่งแวดล้อมพบมากที่สุด สะท้อนช่องว่าง การวิจัยด้านผลกระทบทางสังคม แนวโน้มในอนาคตชี้ว่า AI ในระบบขนส่งจะมุ่งสู่ระบบอัตโนมัติ การผสานเทคนิค AI หลายรูปแบบ การวางแผนคาร์บอนต่ำ การตอบสนองแบบเรียลไทม์ และการกำกับดูแล AI อย่างโปร่งใสและมีความรับผิดชอบ</p>2026-02-25T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชนhttps://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JLDSC/article/view/4509ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการขนส่งของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ ในจังหวัดพิษณุโลก2026-01-10T08:30:10+07:00ณัฐมน วงษ์เจริญmail@mail.comภูรดา ประเสริฐศรีmail@mail.comสรียาภรณ์ ประเสริฐศรีsareeyaponp@nu.ac.th<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดใจเลือกผู้ให้บริการขนส่งของผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์ในจังหวัดพิษณุโลก โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์จำนวน 400 คน ด้วยแบบสอบถามแบบมีโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติการทดสอบค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่ม (Independent Samples t-test) การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-Way Anova) การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณผลการวิจัยพบว่า ระดับความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามต่อพฤติกรรมการใช้บริการและปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 7P’s อยู่ในระดับเห็นด้วยมากที่สุด ผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ (R² = 0.522) ชี้ให้เห็นว่า ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ (β = 0.467) ด้านการส่งเสริมการตลาด (β = 0.325) ด้านลักษณะทางกายภาพ (β = 0.179) และด้านบุคลากร (β = 0.133) ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกผู้ให้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ในขณะที่ปัจจัยด้านราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย และกระบวนการให้บริการไม่ส่งผลต่อการตัดสินใจ นอกจากนี้ ปัจจัยลักษณะประชากรศาสตร์ ได้แก่ เพศและรายได้ รวมถึงพฤติกรรมการใช้บริการ มีความสัมพันธ์กับการเลือกผู้ให้บริการอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่า ผู้ให้บริการขนส่งควรให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพการบริการ การสื่อสารทางการตลาด องค์ประกอบเชิงกายภาพ และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร</p>2026-03-02T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชน