https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JLDSC/issue/feed วารสารโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชน 2026-09-30T00:00:00+07:00 ดร.ณัฐพล ไพศาลวิโรจน์รักษ์ nattapolpa@nu.ac.th Open Journal Systems <p> วารสารโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชน เป็นวารสารวิชาการของคณะโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยนเรศวร มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเผยแพร่บทความวิชาการ บทความวิจัยและบทความปริทัศน์ แก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์และนักศึกษา เพื่อสนับสนุน ส่งเสริมการศึกษา การสอน การวิจัย โดยขอบเขตของวารสารที่เปิดรับบทความ 6 สาขาที่เกี่ยวของกับโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชนดังต่อไปนี้</p> <ol> <li>การจัดการโลจิสติกส์และโซ่อุปทาน</li> <li>การขนส่งและการเดินทาง</li> <li>ความยั่งยืน</li> <li>วิทยาการจัดการ</li> <li>การค้าระหว่างประเทศ</li> <li>เทคโนโลยีและสารสนเทศ</li> </ol> <p><strong>กระบวนการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิ<br /></strong> บทความที่ส่งเพื่อตีพิมพ์จะได้รับการประเมินโดยผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน (ปรับปรุงนโยบาย 19-05-66) ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขานั้นๆ และได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบรรณาธิการ โดยตลอดกระบวนการประเมินนั้น ทั้งผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เขียนจะไม่ทราบตัวตนของกันและกัน (Double-blind review) อย่างไรก็ตาม บทความจากผู้เขียนภายในองค์กรจะได้รับการพิจารณาโดยผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกที่ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้เขียน ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการประเมินคุณภาพบทความอย่างเข้มงวดก่อนที่จะเผยแพร่สู่สาธารณะ<strong><br /></strong></p> <p><strong>ประเภทของผลงานที่รับตีพิมพ์ในวารสาร</strong></p> <ol> <li><strong>บทความวิจัย (Research Article)</strong> เป็นบทความที่มีการค้นคว้าอย่างมีระบบและมีความมุ่งหมายชัดเจน เพื่อให้ได้ข้อมูลหรือหลักการบางอย่างที่จะนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวิชาการ หรือการนำวิชาการมาประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ บทความวิจัยมีลักษณะเป็นเอกสารที่มีรูปแบบของการวิจัยตามหลักวิชาการ เช่นมีการตั้งสมมติฐานหรือมีการกำหนดปัญหาที่ชัดเจนสมเหตุผล โดยจะต้องระบุวัตถุประสงค์ที่เด่นชัดแน่นอน มีการรวบรวมข้อมูล พิจารณาวิเคราะห์ ตีความและสรุปผลการวิจัยที่สามารถให้คำตอบหรือบรรลุวัตถุประสงค์ตามที่ต้องการได้</li> <li><strong>บทความวิชาการ (Academic Article) </strong>เป็นบทความในลักษณะวิเคราะห์วิจารณ์ หรือเสนอแนวคิดใหม่ จากพื้นฐานทางวิชาการที่ได้เรียบเรียงจากผลงานทางวิชาการของตนเองหรือของผู้อื่น หรือเป็นบทความทางวิชาการที่เขียนขึ้นเพื่อเป็นความรู้ที่มีประโยชน์ให้กับบุคคลทั่วไปที่สนใจ</li> <li><strong>บทความปริทัศน์ (Review Article) </strong>เป็นงานวิชาการที่ประเมินสถานะล่าสุดทางวิชาการ (State of the Art) เฉพาะทางที่มีการศึกษาค้นคว้า มีการวิเคราะห์และสังเคราะห์องค์ความรู้ทั้งทางกว้างและทางลึกอย่างทันสมัย โดยให้ข้อวิพากษ์ที่ชี้ให้เห็นแนวโน้มที่ควรศึกษาและพัฒนาต่อไป</li> </ol> <p><strong>กำหนดเผยแพร่</strong> : ปีละ 3 ฉบับ</p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม – เมษายน</li> <li>ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม – สิงหาคม</li> <li>ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม</li> </ul> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ : </strong>ภาษาไทย หรือ ภาษาอังกฤษ </p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ :</strong> ค่าธรรมเนียมการพิจารณาบทความในวารสารโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชน จำนวน 3,500 บาท (สามพันห้าร้อยบาทถ้วน) ต่อ 1 บทความ โดยชำระค่าธรรมเนียมหลังจากบทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการวารสาร ก่อนที่จะดำเนินการส่งบทความถึงผู้ทรงคุณวุฒิ <strong>วารสารไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมให้กับผู้นิพนธ์ทุกกรณี</strong> (โดยเริ่มมีผลตั้งแต่บทความที่ส่งเข้ามาในระบบหลังจากวันที่ 1 มกราคม 2570)</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมสำหรับผู้อ่าน : </strong>ทุกบทความในวารสารนี้ตีพิมพ์ในลักษณะแบบเปิดและไม่มีค่าธรรมเนียมสำหรับผู้อ่านทุกท่าน</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร :</strong> คณะโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยนเรศวร</p> <p><strong>ผู้ให้การสนับสนุน</strong> : คณะโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชน มหาวิทยาลัยนเรศวร</p> <p>ISSN 2985-0088 (Print)<br />ISSN 2985-0096 (Online)</p> https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JLDSC/article/view/4884 Transport Defect Reduction in Ceramic Stove Distribution using Integrated 7QC Tools and Modified FMEA 2026-08-03T12:57:09+07:00 naratip supattananon ballnaratip007@gmail.com Natdhanai Supattananon Natdhanai.sup@neu.ac.th Supaporn Sankul supaporn.sn@rmuti.ac.th Thawatchai Matchaiken thawatchai.ma@rmuti.ac.th Suphorn Phosalad suphorn.ph@rmuti.ac.th Raknoi Akararungruangkul raxaka@kku.ac.th <p>This study aims to develop and validate an integrated transport-phase quality management framework for reducing transportation defects in fragile ceramic products produced by community enterprises. A case study was conducted at the Ban Chat Community Enterprise Group in Roi Et Province, Thailand. Baseline data collected between April and August 2025 showed an average transport defect rate of 10.35%, exceeding the enterprise acceptance threshold of 5%. Pareto analysis identified Pot Rest Fracture (39.16%) and Base Fracture (30.62%) as the dominant defect categories. Root causes were systematically identified using the 4M1E Fishbone Diagram and verified through Why-Why Analysis, while a Modified Risk Priority Number (MRPN) model incorporating a Controllability factor was applied to prioritize corrective actions according to both risk severity and implementation feasibility. The analysis identified inadequate EVA foam cushioning and the absence of standardized operator training and loading procedures as the two highest-priority root causes. Corrective actions consisted of replacing EVA foam with expanded polyethylene (EPE) cushioning and implementing a 90-minute standardized training programme covering safe handling, stove arrangement, foam placement, and standard operating procedures. Post-intervention monitoring from October 2025 to March 2026 reduced the average defect rate to 3.80%, representing a 63.24% reduction from baseline, while maintaining defect levels below the 5% acceptance threshold throughout the evaluation period. The study demonstrates that integrating 7QC Tools, the 4M1E taxonomy, Why-Why Analysis, and feasibility-adjusted MRPN provides an effective and practical approach for transport quality improvement. The proposed framework offers a transferable decision-support model for reducing transportation defects in resource-constrained community enterprises handling fragile products.</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชน https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JLDSC/article/view/4922 การเพิ่มประสิทธิภาพออกเอกสาร Certification และ Inspection Report ของฝ่ายเอกสาร ด้วยการปรับปรุงกระบวนการทำงานและใช้เทคโนโลยีสนับสนุน กรณีศึกษา บริษัท VVV จำกัด 2026-08-21T12:50:26+07:00 กุสุมา พจน์ฉายศิริ a@mail.com ปิยะเนตร นาคสีดี piyanate_nak@utcc.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการทำงานปัจจุบัน วิเคราะห์สาเหตุของความล่าช้า และพัฒนาแนวทางเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำเอกสาร Certification และ Inspection Report ของฝ่าย Customer Service บริษัท VVV จำกัด ซึ่งเป็นองค์กรให้บริการด้านการทดสอบ การตรวจสอบ และการรับรอง โดยประยุกต์ใช้แนวคิดการปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจ (Business Process Improvement: BPI) การบริหารแบบลีน (Lean Management) หลักการ ECRS และเทคโนโลยี Workflow Automation ร่วมกับการรู้จำอักขระด้วยแสง (Optical Character Recognition: OCR) การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตกระบวนการปฏิบัติงาน การศึกษาระยะเวลาการทำงาน และข้อมูลค่าใช้จ่ายการทำงานล่วงเวลา จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Flow Process Chart แผนภูมิก้างปลา และเทคนิค 5 Whys ผลการศึกษาพบว่ากระบวนการเดิมมีระยะเวลาดำเนินงานรวม 13,710 นาที โดยกิจกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดคุณค่ามีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 98.91 จึงได้พัฒนาแนวทางปรับปรุง 2 ทางเลือก ได้แก่</p> <p>การปรับปรุงกระบวนการแบบ Manual (To-Be 1) และการพัฒนาระบบ Lean-Integrated OCR-Enabled Web Application (To-Be 2) ซึ่งสามารถลดระยะเวลาดำเนินงานได้ร้อยละ 32.73 และร้อยละ 68.00 ตามลำดับ พร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพการรองรับงาน ลดค่าใช้จ่ายการทำงานล่วงเวลา และให้ผลตอบแทนจากการลงทุนที่คุ้มค่า ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าการบูรณาการแนวคิด Lean กับเทคโนโลยีดิจิทัลสามารถยกระดับประสิทธิภาพของกระบวนการจัดทำเอกสารในองค์กรด้านการทดสอบ การตรวจสอบ และการรับรอง และสามารถใช้เป็นแนวทางสำหรับองค์กรที่มีลักษณะกระบวนการทำงานใกล้เคียงกัน</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชน https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JLDSC/article/view/4925 การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดวางสินค้าและลดระยะเวลาในการเบิกจ่ายสินค้า: กรณีศึกษา บริษัท ABC จำกัด 2026-06-30T11:16:50+07:00 นาจลัดดา อัญญมณีกุล a@mail.com ปิยะเนตร นาคสิดี piyanate_nak@utcc.ac.th <p>การวิจัยเรื่อง การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดวางสินค้าและลดระยะเวลาในการเบิกจ่ายสินค้า: กรณีศึกษา บริษัท ABC จำกัด มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการจัดเก็บและเบิกจ่ายสินค้า วิเคราะห์สาเหตุของปัญหา และพัฒนาแนวทางปรับปรุงระบบคลังสินค้า รวมถึงเปรียบเทียบประสิทธิภาพก่อนและหลังการปรับปรุง การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงประยุกต์โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีประเภทเชิงอธิบายตามลำดับ (Explanatory Sequential Design) ศึกษาคลังสินค้าหมวดของใช้ในบ้าน (Dept 7: Home) ของบริษัท ABC จำกัด โดยใช้แผนผังก้างปลา แผนภาพกระบวนการไหล FSN Analysis, ABC Analysis และการวิเคราะห์ภาระงานในการหยิบสินค้า (Picking Workload) ร่วมกับข้อมูลทุติยภูมิย้อนหลังจากระบบ WMS และ Power Apps ระหว่างเดือนมกราคม–ธันวาคม พ.ศ. 2568 ซึ่งครอบคลุมข้อมูลการเบิกจ่าย สินค้าคงคลัง ตำแหน่งจัดเก็บ ระยะเวลาปฏิบัติงาน ความผิดพลาดในการเบิกจ่าย และ Transaction Data สำหรับการจัดกลุ่มสินค้า จากนั้นปรับ FSN×ABC Matrix จาก 9 กลุ่มเหลือ 3 กลุ่ม และปรับปรุงระบบจัดเก็บด้วยการเพิ่ม Sub-Location การจัดกลุ่มตาม Sub-Category และการประยุกต์ใช้ Visual Control ผลการวิจัยพบว่า จำนวนตำแหน่งจัดเก็บเพิ่มจาก 2,154 เป็น 9,648 ตำแหน่ง หรือ 4.48 เท่า โดยใช้พื้นที่ระดับ Bay เท่าเดิมที่ 773 Bay ขณะที่ระยะเวลาเบิกจ่ายลดจาก 6.44 เหลือ 4.32 นาทีต่อคำสั่งซื้อ หรือลดลงร้อยละ 32.92 อัตราความผิดพลาดลดจากร้อยละ 0.65 เหลือ 0.23 หรือลดลงร้อยละ 64.62 และต้นทุนจากความผิดพลาดลดจาก 4,572 เหลือ 1,473.33 บาทต่อเดือน หรือลดลงร้อยละ 67.78 ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการบูรณาการ FSN Analysis และ ABC Analysis ร่วมกับการวิเคราะห์ภาระงานและการจัดวางสินค้าอย่างเป็นระบบ สามารถเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ลดระยะเวลาและความผิดพลาดในการเบิกจ่าย และเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พื้นที่โดยไม่ต้องขยายคลังสินค้า</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชน https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JLDSC/article/view/4951 เครื่องมือแบบตารางคำนวณสำหรับการจัดสรรตู้คอนเทนเนอร์เปล่าแบบรวมศูนย์ ในเครือข่ายลานตู้ภายในประเทศ 2026-08-13T07:47:54+07:00 ศิรประภา ปรีดา 6780097620@student.chula.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครื่องมือแบบตารางคำนวณสำหรับสนับสนุนการตัดสินใจจัดสรรตู้คอนเทนเนอร์เปล่ารายสัปดาห์แบบรวมศูนย์จากท่าเรือหลักไปยังลานตู้ภายในประเทศ 5 แห่ง ภายใต้ข้อจำกัดของจำนวนตู้เปล่าที่มีพร้อมจัดสรรและความไม่แน่นอนของอุปสงค์รายลาน การศึกษาใช้ข้อมูลปฏิบัติการรายสัปดาห์ของบริษัทสายการเดินเรือกรณีศึกษา ระหว่างปี พ.ศ. 2566–2568 รวม 156 สัปดาห์ โดยใช้ข้อมูล 52 สัปดาห์แรกสำหรับประมาณค่าพารามิเตอร์ และข้อมูล 104 สัปดาห์ถัดมาสำหรับประเมินผลแบบจำลองด้วยการวิเคราะห์แบบเลื่อนกรอบเวลา (Rolling Horizon) แยกสำหรับตู้ 20GP และ 40HQ</p> <p>นโยบายการจัดสรรที่เปรียบเทียบประกอบด้วย Fair-Share, Days of Supply (DOS) และ Equal Shortage Probability (ESP) โดยประเมินจากจำนวนตู้ขาดแคลนสะสมและจำนวนสัปดาห์ที่เกิดภาวะขาดแคลนเทียบกับวิธีเดิมที่อาศัยดุลพินิจของผู้ปฏิบัติงาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าทั้งสามนโยบายสามารถลดภาวะขาดแคลนตู้เปล่าได้ โดย ESP ให้ผลดีที่สุดโดยรวมทั้งด้านจำนวนตู้ขาดแคลนสะสมและจำนวนสัปดาห์ที่เกิดภาวะขาดแคลน ขณะที่ DOS ให้ผลใกล้เคียงกับ ESP สำหรับตู้ 20GP และมีหลักการวิเคราะห์ที่ไม่ซับซ้อน ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการจัดสรรอย่างเป็นระบบโดยพิจารณาสถานการณ์ของทุกลานร่วมกันสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรร ลดความไม่สมดุลระหว่างลาน และสนับสนุนการวางแผนตู้เปล่ารายสัปดาห์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คณะโลจิสติกส์และดิจิทัลซัพพลายเชน