https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JEIT/issue/feed
วารสารวิศวกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
2025-12-18T11:22:41+07:00
ดร.สรายุทธ ฐิตะภาส (Dr.Sarayut Thitapas)
jeit@ksu.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิศวกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์</strong><br /><strong>Journal of Engineering and Industrial Technology, Kalasin University</strong></p> <p><strong>ISSN 2985-0274 (Print)<br />ISSN 2985-0282 (Online)</strong></p> <p>เป็นวารสารที่จัดทำขึ้นโดยคณะวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรม รับตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ จำนวน 2 ประเภทบทความ ได้แก่ บทความวิชาการ และบทความวิจัย รับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>วารสารได้ถูกจัดให้เป็น วารสารกลุ่มที่ 2 (TCI Tier 2)</strong><br />โดย ศูนย์ TCI ให้คำรับรองคุณภาพวารสาร ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค 68 - 31 ธ.ค 72</p> <p>วารสารมีวาระออกปีละ 6 ฉบับ ได้แก่ <br />ฉบับที่ 1 มกราคม - กุมภาพันธ์ <br />ฉบับที่ 2 มีนาคม - เมษายน <br />ฉบับที่ 3 พฤษภาคม - มิถุนายน<br />ฉบับที่ 4 กรกฏาคม - สิงหาคม<br />ฉบับที่ 5 กันยายน - ตุลาคม<br />ฉบับที่ 6 พฤศจิกายน - ธันวาคม</p> <p>ขอบเขตของวารสาร ดังนี้<br />- วิศวกรรมทั่วไป (General Engineering)<br />- วิศวกรรมอุตสาหการและวิศวกรรมการผลิต (Industrial and Manufacturing Engineering)<br />- วิศวกรรมเครื่องกล (Mechanical Engineering)<br />- เทคโนโลยีสื่อและประยุกต์ใช้ (Media Technology and Application)<br />- สถาปัตยกรรม (Architecture)</p> <p>บทความที่ส่งเข้ามายังวารสารจะได้รับการประเมินคุณภาพของผลงานทางวิชาการโดยหัวหน้ากองบรรณาธิการ (Editor in Chief) ถ้าบทความมีคุณภาพที่อาจได้รับการตีพิมพ์ หัวหน้ากองบรรณาธิการจะมอบหมายให้บรรณาธิการประจำเรื่อง(Section editor) เป็นผู้พิจารณาและดำเนินการส่งบทความให้ผู้ประเมินบทความ (Peer reviewers) ซึ่งเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาที่เกี่ยวข้อง จำนวนอย่างน้อย 3 ท่าน ซึ่งบทความที่ถูกส่งไปยังผู้ประเมินจะเป็นแบบปกปิดรายชื่อทั้งผู้เขียนบทความ และผู้ประเมิน (Double -Blinded Review) เมื่อผู้ประเมินบทความส่งข้อคิดเห็นมายังบรรณาธิการประจำเรื่อง บทความที่ถูกประเมินจะได้รับการตัดสินใจจากกองบรรณาธิการโดยอาศัยความคิดเห็นของผู้ประเมินเสียงข้างมาก ดังนี้ ยอมรับให้ตีพิมพ์โดยไม่มีการแก้ไข (Accept Submission) บทความมีการแก้ไข (Revisions Required) และ ปฏิเสธการตีพิมพ์บทความ (Decline Submission) </p> <p><strong>ปัจจุบันวารสารวิศวกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีอุตสาหกรรมเริ่มเก็บค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์ตั้งแต่วันที่ 15 กรกฏาคม 2568 เป็นต้นไป</strong></p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความ<br /></strong> (ก) กรณีผู้เขียนบทความเป็นบุคลากรภายใน ให้ชำระอัตราค่าธรรมเนียม จำนวน 2,000 บาท ต่อบทความ<br /> (ข) กรณีผู้เขียนบทความเป็นบุคคลภายนอก ให้ชำระค่าธรรมเนียม จำนวน 3,000 บาท ต่อบทความ</p> <p> รายละเอียดในการจัดเก็บค่าธรรมเนียมสามารถดูได้ที่ <a href="https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JEIT/publication_fee">อัตราค่าธรรมเนียม</a></p> <p><strong>ท่านสามารถดำเนินการชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ ไปยังหมายเลขบัญชี</strong></p> <p> ชื่อธนาคาร: ธนาคารกรุงไทย สาขากาฬสินธุ์<br /> ชื่อบัญชี: มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์ เงินนอกงบประมาณ <br /> เลขบัญชี: 404-3-19565-6</p> <p><strong>เงื่อนไขการเก็บเงินค่าธรรมเนียมวารสารวิชาการ</strong><br /> 1) จะเริ่มบังคับใช้เมื่อวารสารเข้าสู่ปีที่ 4 ฉบับที่ 1 เป็นต้นไป<br /> 2) การเก็บเงินค่าธรรมเนียมจะเก็บหลังจากที่บทความผ่านการพิจารณาเบื้องต้นเท่านั้น <br /> 3) หากบทความไหนไม่ผ่านการประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิ ทางวารสารจะไม่คืนเงินค่าธรรมเนียมใดๆ</p>
https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JEIT/article/view/3924
ระบบบริหารจัดการหอพักหลายสาขาแบบรวมศูนย์
2025-07-27T06:46:33+07:00
จำรูญ จันทร์กุญชร
jumroon@uru.ac.th
กนกวรรณ กันยะมี
kanokwan@uru.ac.th
กมล วงษ์ชมภู
u64042380103@uru.ac.th
จุฬาลักษณ์ มหาวัน
julalug@uru.ac.th
ชนิดา เรืองศิริวัฒนกุล
chanida@uru.ac.th
<p>การบริหารจัดการหอพักที่มีหลายสาขา มักพบข้อจำกัดในด้านการจัดการข้อมูลที่ต้องแยกส่วนกัน ทำให้ข้อมูล มีความซ้ำซ้อน ไม่เป็นเอกภาพ ส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพด้านการให้บริการและการควบคุมระบบ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการหอพักหลายสาขาแบบรวมศูนย์ ในรูปแบบของเว็บแอปพลิเคชัน เพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการหอพักที่มีมากกว่า 1 สาขา โดยไม่ต้องใช้หลายบัญชี ทำให้ช่วยลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล และป้องกันการเกิดข้อผิดพลาดจากการบริหารแยกส่วน ในการวิจัยและพัฒนาได้ออกแบบให้ระบบมีความสามารถด้านการบริหารข้อมูลหอพัก การจัดการผู้ใช้งาน สัญญาเช่า ค่าน้ำ ค่าไฟ การออกใบแจ้งหนี้ การชำระเงิน และรายงานผลแยกตามสาขา อีกทั้งยังมีการกำหนดสิทธิ์ในการเข้าถึงอย่างเหมาะสม ตามบทบาทผู้ใช้งานระบบ ได้แก่ ผู้ดูแลระบบ ผู้จัดการ เจ้าหน้าที่ และผู้เช่า โดยใช้เฟรมเวิร์กลาราเวล ร่วมกับฐานข้อมูลมายเอสคิวแอล ในการพัฒนา ส่วนการวิเคราะห์ข้อมูลได้ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เพื่อแสดงระดับความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่าง 6 ด้าน ได้แก่ ความสะดวกในการใช้งาน ความถูกต้องแม่นยำ ความครบถ้วน ประสิทธิภาพระบบ ความปลอดภัย และความพึงพอใจในการจัดการข้อมูลเชิงระบบ ผลการพัฒนาระบบพบว่าสามารถบริหารข้อมูลหอพักแบบหลายสาขาภายใต้บัญชีผู้ใช้งานเดียวกัน และทำงานครอบคลุมทุกฟังก์ชันตามที่ได้วิเคราะห์และออกแบบไว้ การประเมินประสิทธิภาพระบบอาศัยกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหาร เจ้าหน้าที่ของบริษัท และผู้เชี่ยวชาญ พบว่า ระบบสามารถดำเนินการตามวัตถุประสงค์ได้ครบถ้วน มีผลการประเมินอยู่ในระดับดีมาก คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 4.60 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.61 และมีจุดเด่นของงานวิจัยคือ การบริหารหอพักหลายสาขาภายใต้แพลตฟอร์มเดียว ซึ่งสะท้อนถึงความก้าวหน้าเชิงเทคโนโลยี และการออกแบบที่ตอบสนองต่อข้อจำกัดของระบบเดิมได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิศวกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JEIT/article/view/4156
การจำลองสถานการณ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตโดยการจัดสมดุลสายการผลิต: กรณีศึกษา กลุ่มผลิตภัณฑ์เค้กโรล
2025-07-31T08:56:40+07:00
รักน้อย อัครรุ่งเรืองกุล
raxaka@kku.ac.th
ณัฏฐ์ดนัย สุพัฒน์ธนานนท์
natdhanai.su@rmuti.ac.th
นราธิป สุพัฒน์ธนานนท์
ballnaratip007@gmail.com
ธนภูมิ เตรียมเวชวุฒิไกร
natdhanai.su@rmuti.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อลดเวลาการทำงานของพนักงาน เพิ่มอัตราผลผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของสายการผลิตขนมเค้กโรล วิธีการวิจัยเริ่มจากการเก็บข้อมูลกระบวนการผลิต คำนวณหารอบเวลาการผลิต ระบุความสูญเปล่าที่เกิดขึ้น นำหลักการ ECRS มาใช้ปรับปรุงวิธีการทำงานเพื่อจัดสมดุลการผลิตใหม่ จำลองสถานการณ์ด้วยโปรแกรมอารีน่า เพื่อใช้ในการวัดผลการปรับปรุง จากการศึกษาพบว่าหลังการปรับปรุงกระบวนการผลิตขนมเค้กโรล สามารถลดจำนวนพนักงานได้ 6 คน จาก 21 คน เหลือ 15 คน ทำให้ต้นทุนค่าแรงงานลดลง 700,800 บาทต่อปี ประสิทธิภาพการทำงานของสายการผลิตเพิ่มขึ้นร้อยละ 14.50, 22.82 และ 23.05 อัตราผลผลิตด้านแรงงานเพิ่มเป็นร้อยละ 90, 81 และ 92 สำหรับการผลิตขนมเค้กโรล กลุ่ม A, B1 และ B2 ตามลำดับ และลดเวลาการทำงานของพนักงาน 162.45 นาทีต่อวัน ทำให้ต้นทุนด้านแรงงานและพลังงานลดลง 1,768,096.50 บาทต่อปี ซึ่งแสดงให้เห็นว่าการใช้เทคนิคดังกล่าวสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบการผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิศวกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JEIT/article/view/4159
การออกแบบและพัฒนาระบบสารสนเทศต้นแบบเพื่อบริหารจัดการและ ส่งต่อความช่วยเหลือผู้สูงอายุในเขตพื้นที่จังหวัดอุบลราชธานี
2025-09-01T09:31:46+07:00
ชัชวาลย์ ศรีมนตรี
chatchawarn.s@ubru.ac.th
สุริยนต์ สาระมูล
suriyon.s@ubru.ac.th
<p>การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาระบบสารสนเทศต้นแบบเพื่อบริหารจัดการปัญหาสังคมผู้สูงอายุในจังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งในปัจจุบันหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการแก้ปัญหาผ่านขั้นตอนของตนเองและมีระบบจัดการฐานข้อมูลที่แยกจากกัน ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาแบบบูรณาการและการวางแผนเชิงกลยุทธ์ ระบบต้นแบบได้รับการพัฒนาขึ้นในรูปแบบเว็บแอปพลิเคชันตามวงจรการพัฒนาซอฟต์แวร์ โดยใช้ภาษา C# และ .NET Framework ร่วมกับระบบจัดการฐานข้อมูล Microsoft SQL Server โดยระบบสามารถบันทึก ติดตาม และวิเคราะห์ข้อมูลแบบบูรณาการร่วมกันในแต่ละพื้นที่ พร้อมทั้งมีกระบวนการนำเสนอข้อมูลเชิงสถิติและการแสดงผลข้อมูลด้วยภาพ เพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ทั้งนี้ประสิทธิภาพของระบบได้รับการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ และความพึงพอใจได้รับการประเมินโดยผู้ใช้งานด้วยแบบสอบถามซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรง ผลการศึกษาพบว่า 1) ระบบต้นแบบสามารถสนับสนุนการบริหารจัดการข้อมูลแบบบูรณาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และส่งเสริมกระบวนการตัดสินใจ ของผู้บริหารระดับสูงผ่านการแสดงผลข้อมูลด้วยภาพ 2) ผลการประเมินประสิทธิภาพอยู่ในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.61 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.69) และผู้ใช้มีความพึงพอใจในระดับดีมาก (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.69 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.72)</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิศวกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์
https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JEIT/article/view/4162
การวิเคราะห์ต้นทุนโลจิสติกส์ด้วยระบบ ABC เพื่อเกษตรกรยั่งยืน กรณีศึกษา ยาสูบเตอร์กิชจังหวัดร้อยเอ็ด
2025-07-16T13:48:57+07:00
รัชฎา แต่งภูเขียว
ratchada.ta@ksu.ac.th
นันทนา นนทะไชย
ratchada.ta@ksu.ac.th
ชาติวันชัย ฆารเสถียร
ratchada.ta@ksu.ac.th
ปิยณัฐ โตอ่อน
ratchada.ta@ksu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาต้นทุนโลจิสติกส์ โดยใช้ระบบต้นทุนฐานกิจกรรม กรณีศึกษาเกษตรกรผู้ปลูกยาสูบพันธุ์เตอร์กิซ อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด โดยมีวัตถุประสงค์ศึกษาต้นทุนโลจิสติกส์ในการเพาะปลูกยาสูบสายพันธ์เตอร์กิซ โดยใช้การวิเคราะห์ด้วยระบบต้นทุนฐานกิจกรรมเพื่อเป็นแนวทางปฏิบัติในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ของเกษตรกร พื้นที่ที่ทำการศึกษา อำเภอศรีสมเด็จ จังหวัดร้อยเอ็ด กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา คือ เกษตรกรผู้เพาะปลูกยาสูบพันธุ์เตอร์กิซ โดยใช้วิธีการเลือกแบบจำเพาะเจาะจงเกษตรกรผู้เพาะปลูกยาสูบพันธุ์เตอร์กิซ จำนวนทั้งหมด 50 ราย ผลการศึกษาพบว่า กิจกรรมในการเพาะปลูกยาสูบพันธุ์เตอร์กิซ ประกอบไปด้วย 6 กิจกรรมหลัก คือ 1. กิจกรรมการเตรียมแปลงปลูก 2. กิจกรรมการปลูก 3. กิจกรรมการดูแลรักษา 4. กิจกรรมการเก็บเกี่ยว 5. กิจกรรมการขนส่ง และ 6. กิจกรรมอื่น ๆ สำหรับต้นทุนโลจิสติกส์ตามระบบต้นทุนฐานกิจกรรมในภาพรวมของเกษตรกรที่ทำการเพาะปลูกยาสูบพันธุ์เตอร์กิซต่อพื้นที่ 1 ไร่ เท่ากับ 6,100 บาทต่อฤดูกาลเพาะปลูก โดยต้นทุนที่สูงที่สุดอยู่ในกิจกรรมการดูแลรักษา มีต้นทุนรวม 1,900 บาทต่อฤดูกาลเพาะปลูก คิดเป็นร้อยละ 31.15 รองลงมาคือกิจกรรมการเก็บเกี่ยว มีต้นทุนรวม 1,400 บาทต่อฤดูกาลเพาะปลูก คิดเป็นร้อยละ 22.95 ของต้นทุนรวม กิจกรรมการเตรียมแปลงปลูก กิจกรรมการขนส่ง มีต้นทุนรวม 1,200 บาท คิดเป็น ร้อยละ 19.67 กิจกรรมการปลูกและอื่น ๆ มีต้นทุนรวม 300 บาท และ 100 บาทตามลำดับ แนวทางปฏิบัติในการลดต้นทุนโลจิสติกส์ของเกษตรกรควรใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยชีวภาพควบคู่กับการใช้ปุ๋ยเคมี จะช่วยลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง ซึ่งจะทำให้ลดต้นทุนลงได้ และควรรวมกลุ่มเกษตรกรในพื้นที่มาช่วยกันปลูกและช่วยเก็บเกี่ยวยาสูบ แบบหมุนเวียนช่วยกัน เพื่อให้มีค่าแรงที่ลดลงและลดการใช้ทรัพยากรที่ไม่จำเป็น</p>
2025-12-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิศวกรรมและเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยกาฬสินธุ์