วารสารวิศวกรรมศาสตร์และการวิจัยเชิงนวัตกรรม
https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JEIRKKC
<p>คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลอีสานวิทยาเขตขอนแก่น กำหนดออกวารสารฉบับออนไลน์รายหกเดือน ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน ฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม และจัดพิมพ์รูปเล่มรายปี ภายใต้ชื่อ “วารสารวิศวกรรมศาสตร์และการวิจัยเชิงนวัตกรรม” เพื่อตีพิมพ์เผยแพร่บทความและงานวิจัยด้านวิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์ นวัตกรรมและเทคโนโลยี รวมถึงงานวิจัยสหวิทยาการและสาขาอื่นที่เกี่ยวข้อง ซึ่งคลอบคลุมเนื้อหาที่เป็นองค์ความรู้พื้นฐาน การประยุกต์ จนกระทั่งการนำไปใช้ประโยชน์ ทั้งในแง่ทฤษฎี การทดลอง การออกแบบหรือการพัฒนาอุปกรณ์ รวมถึงการจำลองการทำงานของระบบ หรือกระบวนการต่างๆ เป็นต้น บทความที่ได้รับการตีพิมพ์จะถูกกลั่นกรองโดยผู้ทรงคุณวุฒิแบบ double blind peer review โดยพิจารณางานจากความคิดสร้างสรรค์ ความใหม่ คุณภาพของการเขียนบรรยายและผลการทดลองที่แสดงให้เห็นการค้นพบแบบมีนัยสำคัญ</p> <p>ISSN 2822-129X (Print)</p> <p>ISSN 2985-0207 (Online)</p>
Journal of Engineering and Innovative Research
th-TH
วารสารวิศวกรรมศาสตร์และการวิจัยเชิงนวัตกรรม
2822-129X
-
ผลกระทบของการแทนที่หินย่อยด้วยกรวดแม่น้ำต่อสมบัติเชิงกลและความคุ้มค่าทางเศรษฐศาสตร์ของคอนกรีต
https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JEIRKKC/article/view/4158
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลกระทบเชิงเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ของการแทนที่หินย่อย บางส่วนด้วยกรวดแม่น้ำ ที่จัดหาได้ในท้องถิ่น ต่อสมบัติเชิงกลของคอนกรีต โดยศึกษาภายใต้เงื่อนไขที่จำลองการปฏิบัติงานจริงซึ่งมีการปรับปริมาณน้ำเพื่อให้ได้ความสามารถในการเทได้ที่เหมาะสม การทดลองได้ออกแบบส่วนผสมโดยแทนที่หินย่อยด้วยกรวดแม่น้ำในอัตราส่วน 0%, 50%, 60%, 70%, 80%, 90% และ 100% โดยน้ำหนักของมวลรวมหยาบ ซึ่งส่งผลให้อัตราส่วนน้ำต่อซีเมนต์ (W/C) มีค่าลดลงจาก 0.457 ในส่วนผสมที่ใช้หินย่อย 100% เหลือ 0.424 ในส่วนผสมที่ใช้กรวดแม่น้ำ 100% ผลการทดสอบที่อายุ 28 วัน พบว่ากำลังรับแรงอัดของคอนกรีตมีแนวโน้มลดลงอย่างเป็นระบบตามปริมาณกรวดแม่น้ำที่เพิ่มขึ้น จาก 278 กิโลกรัมต่อตารางเซนติเมตร (ksc) ในส่วนผสมควบคุม เหลือ 188 ksc ในส่วนผสมที่ใช้กรวดแม่น้ำ 100% ซึ่งคิดเป็นการลดลงประมาณ 32% ในทางตรงกันข้าม กำลังต้านทานแรงดึงแบบผ่าซีกกลับมีพฤติกรรมที่แตกต่างออกไป โดยมีค่าสูงสุดที่ 29.7 ksc ในส่วนผสมที่ใช้กรวดแม่น้ำ 70% (30C70G) ซึ่งสูงกว่าส่วนผสมควบคุมถึง 16% การวิเคราะห์เชิงเทคนิคและเศรษฐศาสตร์ชี้ให้เห็นว่า ส่วนผสมที่แทนที่ด้วยกรวดแม่น้ำ 50% (50C50G) เป็นจุดที่เหมาะสมที่สุด โดยสามารถรักษากำลังรับแรงอัดได้ถึง 250 ksc (98% ของกำลังที่ออกแบบ) ในขณะที่สามารถลดต้นทุนค่ามวลรวมหยาบได้ประมาณ 29.7% เมื่อเทียบกับส่วนผสมที่ใช้หินย่อยเพียงอย่างเดียว ดังนั้น การใช้กรวดแม่น้ำแทนที่หินย่อยบางส่วนจึงเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพในการผลิตคอนกรีตสำหรับงานโครงสร้างทั่วไปในพื้นที่ ที่สามารถจัดหากรวดแม่น้ำได้ในราคาที่ต่ำกว่า</p>
นภาพร พิมพ์ทอง
เจริญชัย ฤทธิรุทธ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และการวิจัยเชิงนวัตกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
3 2
1
8
-
On fuzzy α-ideals in ordered semigroups
https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JEIRKKC/article/view/4233
<p>The concept of fuzzy -ideals in ordered semigroups is introduced as a generalized concept of several fuzzy ideals. Based on the reduction relations of full words, we provide the interconnection of among various -ideals in ordered semigroups. Moreover, a description of fuzzy -ideals in ordered semigroups is provided through an associative binary operation defined on the set of all fuzzy sets.</p>
นุชนารถ ธิประโชติ
สมศักดิ์ เหล็กโคกสูง
นฤปนาถ เหล็กโคกสูง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และการวิจัยเชิงนวัตกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
3 2
9
15
-
อิทธิพลของอัตราส่วนทรายต่อวัสดุประสานและอัตราส่วนน้ำต่อวัสดุประสานต่อสมบัติเชิงกลของปูนซีเมนต์แมกนีเซียมฟอสเฟตสำหรับงานซ่อมแซมผิวถนนคอนกรีต
https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JEIRKKC/article/view/4169
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของอัตราส่วนทรายต่อวัสดุประสาน (S/B) และอัตราส่วนน้ำต่อวัสดุประสาน (W/B) ที่มีต่อสมบัติเชิงกลและความต้านทานการขัดสีของมอร์ตาร์ซีเมนต์แมกนีเซียมฟอสเฟต (MPC) สำหรับงานซ่อมแซมผิวจราจรคอนกรีต สัดส่วนผสมถูกออกแบบโดยกำหนดอัตราส่วนโมลาร์ของแมกนีเซียมออกไซด์ต่อโพแทสเซียมไดไฮโดรเจนฟอสเฟต (M/P) คงที่ที่ 2.25 และใช้บอแรกซ์เป็นสารหน่วงการก่อตัวในปริมาณร้อยละ 7.5 โดยน้ำหนักของ MgO ตัวแปรในการศึกษาประกอบด้วยอัตราส่วน S/B ที่ 1.0, 1.2 และ 1.4 และอัตราส่วน W/B ที่ 0.35, 0.375 และ 0.40 สมบัติของมอร์ตาร์ถูกประเมินผ่านการทดสอบกำลังอัดที่อายุ 1, 3 และ 28 วัน และการทดสอบความต้านทานการขัดสี ผลการทดลองชี้ให้เห็นว่าอัตราส่วน W/B ที่ 0.35 ให้สมบัติเชิงกลและความทนทานดีที่สุดอย่างสม่ำเสมอ โดยให้ค่ากำลังอัดสูงสุด (29 MPa) และการสูญเสียน้ำหนักจากการขัดสีต่ำที่สุด (0.12%) ในทางกลับกัน อิทธิพลของอัตราส่วน S/B มีความสัมพันธ์โดยตรงกับสมบัติที่ต้องการ อัตราส่วน S/B ที่ 1.4 ให้ค่ากำลังอัดสูงสุด (26 MPa) ในขณะที่อัตราส่วน S/B ที่ 1.0 ให้ความต้านทานการขัดสีดีที่สุด (สูญเสียน้ำหนัก 0.14%) ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับสัดส่วนผสมของ MPC ให้สอดคล้องกับสมบัติที่ต้องการในงานซ่อมแซมแต่ละประเภท ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญสำหรับการออกแบบทางวิศวกรรม</p>
ธนัญญา สังสีแก้ว
เจริญชัย ฤทธิรุทธ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และการวิจัยเชิงนวัตกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
3 2
16
24
-
เปรียบเทียบการใช้พลังงานสำหรับการเดินเครื่องสูบน้ำชนิดปรับความเร็วรอบได้ร่วมกับเครื่องสูบน้ำชนิดความเร็วรอบคงที่ในระบบสูบน้ำดิบ
https://ph03.tci-thaijo.org/index.php/JEIRKKC/article/view/4271
<p>ระบบสูบน้ำดิบ ทำหน้าที่สูบน้ำจากแหล่งน้ำเข้าสู่ระบบผลิต โดยอาศัยเครื่องสูบน้ำต่อร่วมกันแบบขนาน การควบคุมอัตราการสูบน้ำทำได้โดยการปรับความเร็วรอบของเครื่องสูบน้ำเพิ่มขึ้นหรือลดลง เพื่อเพิ่มหรือลดอัตราการสูบน้ำ แต่การติดตั้งอุปกรณ์ปรับความเร็วรอบให้กับเครื่องสูบน้ำทุกเครื่องจะต้องใช้เงินลงทุนสูง การติดตั้งอุปกรณ์ปรับความเร็วรอบกับเครื่องสูบน้ำบางเครื่องจึงเป็นแนวทางลดเงินลงทุนได้ ในการทดลองนี้จะทดลองเดินเครื่องสูบน้ำชนิดปรับความเร็วรอบได้ร่วมกับเครื่องสูบน้ำชนิดความเร็วรอบคงที่ และหาจุดที่เหมาะสมในการเดินเครื่องสูบน้ำในระบบสูบน้ำดิบให้ประหยัดพลังงานมากที่สุด ในอัตราการสูบน้ำ 8, 8.8, 9.6 และ 10.4 โดยการปรับความเร็วรอบของเครื่องสูบน้ำร่วมกับจำนวนเครื่องสูบน้ำชนิดความเร็วรอบคงที่ จำนวน 1, 2 และ 3 เครื่อง ผลการทดลองพบว่า อัตราการสูบน้ำ 8 และ 8.8 การเดินเครื่องสูบน้ำชนิดปรับความเร็วรอบได้ จำนวน 4 เครื่อง จะมีประสิทธิภาพโดยรวมสูงที่สุด คือ 55.1 และ 55.3% ตามลำดับ และ อัตราการสูบน้ำ 9.6 และ 10.4 การเดินเครื่องสูบน้ำชนิดปรับความเร็วรอบได้ จำนวน 2 เครื่อง ร่วมกับเครื่องสูบน้ำชนิดความเร็วรอบคงที่ จะมีประสิทธิภาพโดยรวมสูงที่สุด คือ 56.4 และ 53.4 % ตามลำดับ สรุปได้ว่า การเดินเครื่องสูบน้ำให้มีจำนวนที่เหมาะสมกับอัตราการสูบน้ำ และเครื่องสูบน้ำต้องมีความเร็วรอบมากกว่า 85 % จะส่งผลให้มีประสิทธิภาพโดยรวมมีค่ามากกว่า 53 % การเดินเครื่องสูบน้ำชนิดปรับความเร็วรอบได้ร่วมกับเครื่องสูบน้ำชนิดความเร็วรอบคงที่ จะต้องใช้เครื่องสูบน้ำชนิดความเร็วรอบคงที่จำนวน 1-2 เครื่องเท่านั้น เพื่อให้เครื่องสูบน้ำชนิดปรับความเร็วรอบได้ที่เหลือ มีความเร็วรอบไม่ต่ำกว่า 85 % เพื่อให้เครื่องสูบน้ำสามารถทำงานอยู่ในช่วง Best Efficiency point(BEP) และสามารถรักษาประสิทธิภาพโดยรวมให้มีค่ามากกว่า 50 % ได้</p>
วิวัฒน์ อ่อนนาคคล้ำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิศวกรรมศาสตร์และการวิจัยเชิงนวัตกรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-26
2025-12-26
3 2
25
35